ยานยนต์

พฤษภาคม 2561

นักเลงรถ

พฤษภาคม 2561

นักเลงมอเตอร์ไซค์

มิถุนายน 2561

นักเลงรถกระบะ

มิถุนายน 2561

Image not available

3 ขั้นตอนง่ายๆ ผ่านสมาร์ทโฟน

1.ดาวน์โหลด

Image not available
Image not available

2. ติดตั้ง แอพพลิเคชั่น

Image not available

3.สแกนนามบัตร

Image not available
Image not available

พื้นที่โฆษณา

MINI Countryman Plug-in Hybrid

 

     Countryman  โฉมแรกรหัส “R 60” เปิดตัวในปี 2010  โดยถือเป็น MINI ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ตอนนี้ได้ฤกษ์ขึ้นโฉมใหม่ในรหัส “F 60” โดยเปิดผ้าคลุมในงาน  Los Angeles Auto Show 2016 เป็นครั้งแรก และมีกำหนดขึ้นโชว์รูมในทวีปยุโรปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา  และในตลาดอื่นเดือนมีนาคมเป็นต้นไป หนึ่งใน “รุ่นย่อย” ที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ Countryman Plug-in Hybrid หรือชื่อจริง  MINI Cooper S “E Countryman ALL4” ออกมาเพื่อยืนยันแนวโน้มลดบทบาทของเครื่องยนต์สันดาปภายในโดยเฉพาะเครื่องดีเซลลงไปเรื่อยๆ และแทนที่ด้วยเครื่องยนต์ยุคใหม่ที่รบกวนบรรยากาศของโลกและสิ้นเปลืองน้ำมันไม่มาก

     รูปทรงของ Countryman เจน 2 เทียบกับโฉมแรกที่ใหญ่อยู่แล้วก็ใหญ่ขึ้นอีก ด้วยมิติ ยาว 4,313 มม. (+216 มม.) กว้าง 1,821 มม. (+32 มม.) สูง 1,557 มม. (-4 มม.) ความยาวฐานล้อเพิ่มขึ้นเป็น 2,670 มม. (+165 มม.)  ใต้ท้องรถมีระยะ  Ground Clearance มากขึ้นเพื่อรองรับการใช้งานในสภาพพื้นผิวถนนหลากหลายได้มากกว่า ด้านหน้าของตัวรถปรับกระจังและไฟหน้าใหม่ มีไฟ Daytime Running Lights แบบวงแหวนซ้อนอยู่อีกชั้น กันชนปรับใหม่มาพร้อมไฟตัดหมอกขนาดใหญ่ ฝากระโปรงท้ายปิด/เปิดด้วยไฟฟ้า เพิ่มพื้นที่ความจุในห้องเก็บสัมภาระได้มากถึง 450 ลิตร มากกว่าเดิมถึง 100 ลิตร เบาะหลังแยกพับได้แบบ 40/20/40 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มพื้นที่ความจุได้เป็น 1,309 ลิตร แถมยังออกแบบให้มี MINI Picnic Bench คร่อมแผงบนกันชนท้ายไว้เป็นที่รองนั่งและป้องกันรอยขูดขีดกระแทกเวลายกของเข้าออก 

     มุมมองด้านข้างตัวรถยาวขึ้น เส้นสายดูดี ลงตัวสวยงามยิ่งขึ้น จุดที่น่าสนใจของรุ่น Plug-in Hybrid อยู่ตรง Side Scuttle หรือตำแหน่งกรอบไฟเลี้ยวข้างตัวรถโดยสามารถเปิดออกมาเป็นตำแหน่งของช่องเสียบชาร์จแบตเตอรี่ได้อย่างแนบเนียน ด้านท้ายปรับโฉมใหม่โดยเฉพาะชุดไฟท้ายใหญ่ขึ้น ฝาท้ายและกันชนเป็นดีไซน์เอกลักษณ์ของค่ายที่ถูกนำมาปรับให้เข้ากันอย่างลงตัว

     ภายในห้องโดยสารยังคงสไตล์เอกลักษณ์ไว้ค่อนข้างมาก และมีการแต่งเติมเสริมอุปกรณ์ จัดฟังค์ชั่นรายละเอียดสำหรับรองรับการเป็นรถ Plug-in Hybrid เพิ่มเข้ามา  อย่างชุดมาตรวัดก็มีแถบแสดงสถานะแบตเตอรี่และจอแสดงข้อมูลการขับขี่ จอกลมใหญ่ที่แนวคอนโซลกลางเป็นระบบสัมผัสให้ใช้งานได้สะดวกพร้อมปรับเปลี่ยนหน้าจอได้ตามการใช้งาน  ด้านล่างเป็นแถวสวิทช์เรียงรายพร้อมด้วยสวิทช์ควบคุมระบบ eDRIVE และ Auto Start/Stop

     ในรุ่น Plug-in Hybrid หรือ Cooper S “E Countryman ALL4” ใช้เครื่องยนต์และเกียร์เจนเนอเรชั่นใหม่ รวมถึงอัพเกรดระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (ALL4) เจนเนอเรชั่นใหม่ ใช้เครื่องยนต์ 3 สูบ 1.5 ลิตร ที่มาพร้อมเทคโนโลยี TwinPower Turbo ให้กำลังสูงสุด 136 แรงม้า (hp) แรงบิดสูงสุด 220 นิวตัน-เมตร ที่รอบต่ำ 1,250 รอบ/นาที ขับเคลื่อนผ่านเกียร์ Steptronic 6 จังหวะที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ส่งกำลังขับลงสู่ล้อคู่หน้า ผสานการทำงานกับชุดขับเคลื่อน “eDRIVE” ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าส่งผ่านกำลังไปยังเพลาหลัง ที่ให้กำลัง 88 แรงม้า (hp) 165 นิวตัน-เมตร ผ่านระบบส่งกำลังแบบ Single-Speed 2 ระดับ แบตเตอรี่ Lithium-ion ไซส์คอมแพ็คท์แบบ 16 เซล ขนาด 7.6 กิโลวัตต์/ชม. ใช้เวลา 3 ชั่วโมง 15 นาที ในการชาร์จเต็มความจุ ด้วยไฟแรงดัน 240 โวลท์ ในโหมดไฟฟ้าสามารถวิ่งได้ไกลประมาณ 40 กม. ทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 125 กม./ชม. เมื่อระบบขับเคลื่อนทั้งสองทำงานร่วมกันจะให้สมรรถนะอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลา 6.9 วินาที

 

ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก www.netcarshow.com, www.greencarreports.com, www.autoblog.com 

Big Youtube

พื้นที่โฆษณา

พื้นที่โฆษณา2

บริษัท ยานยนต์สแควร์ กรุ๊ป จำกัด สำนักงานใหญ่
เลขที่ 7 ซอยอินทามระ 33 ถนนสุทธิสารวินิจฉัย แขวงดินแดง
เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400
โทร 0-26918130-41
แฟกซ์ 0-2277-6220, 0-2275-6888
yanyonttodays@hotmail.com
 

 

 

 

 

All design and content Copyright © 2015 Yanyont company.

Design by vision square