TOYOTA MR-S

 

 

     ยังคงได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลายกับ TOYOTA MR-S Roadster รุ่นเล็กที่มีประวัติอันยิ่งใหญ่ในโลกความเร็ว แม้กาลเวลาจะล่วงเลยมานานแต่เสน่ห์และความเร้าใจยังคงอยู่ และยิ่งทวีขึ้นเมื่อเทคโนโลยีล้ำเป็นตัวเบิก ทางไปสู่ความแรงที่มากกว่า จึงไม่แปลกใจว่าทำไมยนตกรรมจากประเทศญี่ปุ่นนี้จึงได้รับการยอมรับ

                  ที่ผ่านมา TOYOTA MR-S หรือ TOYOTA MR-II  (Third Generation) ได้เคยก้าวไปอยู่บนจุดสูงสุดคือการเป็นแชมป์ของการแข่งขันความเร็วทางเรียบในอดีต เมื่อหลายๆ ทีมได้เลือกเอารถ Roadster รุ่นเล็กมาสร้างเป็นรถแข่งสมรรถนะสูง ภายใต้การแข่งขันระดับโลกอย่าง JGTC ที่ประเทศญี่ปุ่น ( Super GT ในปัจจุบัน) และประสบความสำเร็จมากในช่วงปี 2001-2004   สำหรับรถรุ่นนี้มีการผลิตและจำหน่ายระหว่างปี 1999-2007 ซึ่งในประเทศญี่ปุ่นจะใช้ชื่อว่า TOYOTA MR-S ส่วนตลาดอเมริกาเหนือจะใช้ชื่อว่า MR-2 Spyder และทางฝั่งยุโรปมีชื่อว่า MR-2 Roadster

     ทั้งหมดผลิตภายใต้รหัสตัวถัง ZZW30 มีทั้งแบบหลังคาแข็งแบบยกออกทั้งชิ้น และหลังคาผ้าใบแบบพับเก็บ ซึ่งเป็นแบบเดียวกับตัวโชว์ในเดือนนักเลงรถขึ้นปีที่ 35 นี้

     และตั้งแต่เริ่มการผลิตและจำหน่ายมา รถรุ่นนี้มีการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์หลายชนิด ตามปีที่จำหน่ายทั้งนี้เพื่อให้เหมาะสมกับยุคสมัย แต่ทั้งนี้ก็ยังคงภาพลักษณ์ความเป็น MR-S หรือ MR-II ไว้ตั้งแต่ต้น   

 

It’s  My Style 

     มาที่ตัวโชว์ซึ่งมีแนวทางการปรับแต่งตามสไตล์ผู้ครอบครอง ซึ่งตั้งใจให้มีความแตกต่างโดยจะเน้นการวิ่งแข่งทางตรงในระยะสั้นหรือที่เรียกว่า Drag Racing เป็นหลัก   ด้วยน้ำหนักตัวเกือบๆ 1 ตัน (ประมาณ  996 กิโลกรัม)  ดูจะลงตัวกับการแข่งรูปแบบนี้เนื่องจากไม่ต้องลดน้ำหนักมาก   แต่ถึงอย่างไรก็ต้องมีการปรับแต่งเพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เมื่อดูจากภายนอกกับการ Wide Body ด้วยพาร์ท GT 300 ที่ขยายตัวถังออกทำให้รถมีมิติที่กว้างขึ้นสร้างแอโร่ไดนามิคส์ในการวิ่งได้ดีขึ้น (แต่เหมาะกับการวิ่งแบบเซอร์กิตมากกว่า) ขนะเดียวกันก็เปลี่ยนชิ้นส่วนที่เป็นโลหะมาเป็นคาร์บอนไฟเบอร์แทน   ประกอบด้วยฝากระโปรงหน้า, ประตูทั้ง 2 บาน และฝากระโปรงหลัง ที่ด้านหน้าบริเวณกันชนเพิ่มแรงกดด้วย Canard วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์เช่นกัน ทั้งหมดถูกเปลี่ยนลุคใหม่ให้น่ามองยิ่งขึ้นด้วยสีเขียวที่ลงตัวตัดกับสีดำอย่างเตะตา

     ทางด้านห้องโดยสาร ยังคงอุปกรณ์ไว้อย่างครบครัน โดยเลือกเบาะทรง Bucket Seat ให้ความกระชับแทนของเดิม รวมถึงหัวเกียร์ใช้เป็นทรงกลมวัสดุไททาเนี่ยมขนาดพอดีมือ พร้อมกับติดตั้งเกจ์วัดอาการของเครื่องยนต์ขณะใช้งาน รวมไปถึงอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์ที่เพิ่มความสะดวกในการปรับจูนเบื้องต้นอย่างตัวปรับบูสท์ไฟฟ้า เสริมความปลอดภัยให้กับคนขับและผู้โดยสารด้วยโรลบาร์หลังที่นั่งตามแบบฉบับ Roadster นอกเหนือจากนี้ยังใช้ของเดิมจากโรงงานเกือบทั้งหมดเนื่องจากยังมีสภาพดีและใช้งานได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์

 

   

Power Engine 

     หลังจากปรับภาพลักษณ์ให้ดุดันขึ้นแล้ว ก็มาถึงทางเรื่องของพละกำลัง ซึ่งเครื่องยนต์ที่ใช้ยังเป็นรหัส 1ZZ-FED 1.8 ลิตร (1,794 ซีซี.) DOHC 16 วาล์ว กับระบบวาล์วแปรผัน VVT- i  ให้กำลัง 138 แรงม้า ที่ 6,400 รอบ แรงบิดสูงสุด 125  ปอนด์-ฟุต ที่ 4,400 รอบ อะลูมิเนียมบล็อคที่พัฒนาต่อยอดมาจากรุ่นก่อน สำหรับงานนี้เครื่องเดิมไม่เหมาะกับการแข่งขันรูปแบบนี้ จึงต้องเปลี่ยนมาเป็นระบบอัดอากาศเสริมแทนการดูดอากาศ ด้วยชุดเทอร์โบพร้อมเดินท่อทางเดินอากาศใหม่ด้วยวัสดุไททาเนี่ยม ผ่านมายังอินเตอร์คูลเลอร์ที่จัดวางแบบเอียง (V-mount Intercooler) แต่กลับด้านเนื่องจากเป็นเครื่องวางกลาง   ซึ่งตรงนี้จะใช้ช่องดักอากาศหน้าซุ้มล้อทำหน้าที่คล้ายสคู้พดักลมเข้ามาเป่าอินเตอร์และระบายอากาศออกด้วยครีบที่ฝาปิดท้าย ไอดีส่วนเกินถูกระบายทิ้งด้วยโบล์วอ๊อฟวาล์วเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับเทอร์โบ   สำหรับส่วนชิ้นพื้นฐานภายในเครื่องยนต์ทั้งหมดยังเป็นเดิมจากโรงงาน ไม่ว่าจะเป็น ลูกสูบ ก้านสูบ ข้อเหวี่ยง ฯลฯ  

 

     ระบบเชื้อเพลิงปรับพอประมาณด้วยการเปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิง E 20 โดยไม่มีการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์แต่อย่างใด มีแต่กล่อง ECU ที่เปลี่ยนมาใช้แบบปรับจูนได้ละเอียดขึ้นเท่านั้น ระบบระบายไอเสีย เปลี่ยนมาใช้ชุดท่อทางเดินและปลายท่อใหม่วัสดุสเตนเลสแทนของเดิมที่ช่วยให้ไอเสียไหลออกได้เร็วกว่าเดิม

Power Trains 

     ส่งกำลังถูกปรับให้ทำงานสอดคล้องกับกำลังที่ส่งมาจากเครื่องยนต์ ด้วยชุดคลัทช์คุณภาพสูงที่สามารถจับและปล่อยได้ดีกว่าเดิม ทำให้การตัดต่อกำลังเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ   สำหรับระบบเกียร์รุ่นนี้จะมีด้วยกัน 3 แบบ คือ เกียร์ธรรมดา 5 สปีด กับ 6 สปีด (Manual Transmission) และเกียร์แบบกึ่งอัตโนมัติ SMT 6 สปีด (Sequential  Manual Transmission)  เกียร์รูปแบบหลังนี้จะเป็นคนละแบบกับเกียร์อัตโนมัติในรถทั่วไป ระบบการทำงานจะเหมือนกับเกียร์ธรรมดาแต่จะมีปั๊มและกล่องควบคุมคอยทำหน้าที่เหยียบคลัทช์แทน   ทำให้ได้อัตราเร่งใกล้เคียงกับรถเกียร์ธรรมดาแต่สะดวกสบายกว่า เพราะไม่ต้องเหยียบคลัทช์ แต่ยังคงต้องเปลี่ยนเกียร์ทุกครั้ง  เกียร์จะไม่เปลี่ยนขึ้นให้เองเหมือนเกียร์อัตโนมัติทั่วไปแต่จะเปลี่ยนเกียร์ลงให้อัตโนมัติเมื่อลดความเร็วลง 

     เกียร์ SMT แบบนี้ถูกนำมาใช้ในรถสปอร์ตรุ่นใหม่ ซึ่งระบบเกียร์ธรรมดาที่เห็นๆ กันอยู่ในบ้านเราจะเป็นแบบ 5 สปีดเป็นส่วนใหญ่ ส่วนเกียร์แบบ SMT 6 สปีดใน MR-S เดิมๆ บนถนนเมืองไทยนั้นหาได้ค่อนข้างยาก ซึ่งคันนี้ก็ยังเป็นเกียร์ธรรมดา 6 สปีดเท่านั้นไม่ใช่กึ่งอัตโนมัติ  และแรงม้าที่ได้จากเครื่องยนต์ทั้งหมดถูกส่งไปยังเพลาขับพร้อมลิมิเต็ดสลิป หมุนล้อขนาด 18 นิ้วทั้งหน้าและหลังโดยเลือกใช้ยางต่างขนาดกัน

     จุดเด่นที่ทำให้รถรุ่นนี้ได้รับความนิยม ไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องของ อัตราเร่ง และเรื่องการยึดเกาะอันเนื่องมาจากเป็นรถที่มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำมาก ตัวรถน้ำหนักเบา และเครื่องยนต์ก็วางตรงกลาง ทำให้เวลาขับแบบมุดซ้ายมุดขวาบนถนนทำได้ดี แต่ก็มีข้อเสียคือด้วยตัวรถเบามาก เพราะฉะนั้นช่วงล่างเดิม ๆ ที่ถูกเซ็ทมาไม่ค่อยแข็งเท่าที่ควร ทำให้เวลาขับย่านความเร็วสูงตัวรถลอยขึ้นทำให้สูญเสียการยึดเกาะ ทว่าคันนี้เน้นที่การแข่งเป็นหลักแน่นอนว่าจะต้องใช้ความเร็วสูง จึงต้องปรับให้เหมาะสมกับการแข่งมากกว่าที่จะนำไปใช้งาน โดยระบบช่วงล่างของ MR-S นั้นเดิมจากโรงงานเป็นแบบอิสระ แม็คเฟอร์สันสตรัทที่ด้านหน้า ส่วนช่วงล่างหลังเป็นแบบอิสระ ดูอัลลิ้งค์ ทั้งหมดถูกปรับแต่งเพิ่มด้วยช็อคอับแบบสตรัทปรับสูงต่ำได้ตามต้องการ

                  จากการปรับแต่งทั้งหมด ทำให้รูปแบบการใช้งานเปลี่ยนไปอย่างมีเอกลักษณ์ จากเดิมเป็นรถสองที่นั่งใช้งานทั่วไป หรือหากเป็นรถสำหรับแข่งขันก็จะมาในรูปแบบเซอร์กิตเสียส่วนใหญ่ การเปลี่ยนแนวทางเป็น Drag Car นั้นจำเป็นต้อง คิด และ ทำ กันใหม่ เนื่องจากพื้นฐานของรถไม่ได้สร้างมาใช้งานรูปแบบนี้โดยตรง รวมถึงเรื่องของสมรรถนะที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งหมดมาจากการเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ และการปรับแต่งอย่างเหมาะสมลงตัว ส่งผลให้รถคันนี้สามารถทำเวลาบนแทร็คระยะ 402 เมตร ที่ 14.5xx วินาที   เรียกว่าทำได้ดีไม่แพ้รุ่นอื่นๆ สำหรับรถรุ่นนี้กับสเต็ปปรับแต่งแบบที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับชิ้นส่วนภายในกับกำลังเครื่องยนต์ 180 แรงม้า 

 

 

TOYOTA MR-S ในแบบ Drag Car Style GT 300  ที่มีความแตกต่างซึ่งต้องบอกว่าเป็นความต้องการของเจ้าของล้วนๆ ที่ต้องการนำเสนอแนวคิดในการตกแต่งรถในแบบที่ชอบ และสำหรับใครที่กำลังมองหาแนวการทำรถรุ่นนี้ หรืออยากมีรถเครื่องวางกลางขับหลังซักคัน TOYOTA MR-S รุ่นนี้ก็เป็นตัวเลือกที่ดีไม่น้อย ด้วยรูปลักษณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ สมรรถนะ ชิ้นส่วนและอะไหล่หาได้ไม่ยาก รวมไปถึงราคาที่เป็นเจ้าของง่ายกว่าสปอร์ตรุ่นใหญ่ต่างๆ  นอกจากนี้ยังนำมาปรับแต่งให้ขับได้สนุกมากขึ้น หรือหากทำกันสุดๆ สามารถเปลี่ยนจากรถบ้านเป็นรถแข่งได้เลยทีเดียวดูจากตัวโชว์ของเรานี่แหละ

     ภายนอก

ชุดพาร์ท Wide Body GT300

ฝากระโปรงหน้า คาร์บอนไฟเบอร์

ประตู คาร์บอนไฟเบอร์

ฝากระโปรงท้าย คาร์บอนไฟเบอร์

     ภายใน

เบาะนั่ง RECARO Tomcat

หัวเกียร์ ไททาเนี่ยม

มิเตอร์ Defi

ปรับบูสท์ไฟฟ้า GReddy New Profec

โรลบาร์ 2 จุด

     เครื่องยนต์

รหัส 1ZZ-FE

เทอร์โบ  GReddy TD-04

โบลว์อ๊อฟวาล์ว BLITZ Super Sound

เกียร์ธรรมดา 6 สปีด

ชุดคลัทช์ ORC

ECU F-Con กล่องเงิน

     ช่วงล่าง

ช็อคอับ GAB SS Series

เบรคหน้า AP Racing 6 pot

เบรคหลัง AP Racing 4 pot

ล้อ VOLK Racing CE 28 หน้าขนาด 9.5 นิ้ว หลัง 10.5 นิ้ว

ยาง DUNLOP  Z 2

พื้นที่โฆษณา

พื้นที่โฆษณา2

บริษัท ยานยนต์สแควร์ กรุ๊ป จำกัด สำนักงานใหญ่
เลขที่ 7 ซอยอินทามระ 33 ถนนสุทธิสารวินิจฉัย แขวงดินแดง
เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400
โทร 0-26918130-41
แฟกซ์ 0-2277-6220, 0-2275-6888
yanyonttodays@hotmail.com
 

 

 

 

 

All design and content Copyright © 2015 Yanyont company.

Design by vision square