HONDA Civic Type R (FK8) 320 แรงม้า ราคา 4 ล้านกว่า รถแท้อังกฤษ แค่ 4 คันในไทย

        การปล่อย Civic Type R โฉมรหัสบอดี้ (FK8) ที่มีรูปแบบของการขับขี่แบบสปอร์ต ตัวรถเน้นความพิถีพิถันในเรื่องโครงสร้างรถที่ถูกพัฒนาให้ผู้ขับขี่จะรู้สึกถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันกับรถมากที่สุด โดยทีมวิศวกรผู้ออกแบบได้พัฒนารูปแบบ Aerodynamic ของตัวรถมีผลทำให้จะทำความเร็วได้สูงขึ้น ลดอาการต้านลมค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานต่ำลง ในขณะที่จะดูกว้างและมีความแข็งกร้าวมากขึ้น ด้วยการออกแบบภายนอกเป็นแบบ “Mono-form” แสดงถึงความแข็งแกร่งตลอดทั้งคัน โฉบเฉี่ยวแบบรถสปอร์ตด้วยการออกแบบด้านหน้าที่ลู่ต่ำในขณะที่ด้านท้ายยกสูง ให้ความรู้สึกที่พุ่งทะยานเต็มตัว

     สปอร์ต เวอร์ชั่น Type R  

     : ฝากระโปรงหน้าระบายความร้อน
     : กระจังหน้า Type R
     : สปอนเลอร์หน้าดุดัน

     Civic Type R โฉมที่ 5 เวอร์ชั่นแรงสุดในตระกูล Civic ด้วยรหัสตัวถัง FK8 เผยโฉมครั้งแรกในตัว Concept ที่ Paris Motor Show ปี 2016 ก่อนที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่ Geneva Motor Show เดือนมีนาคม 2017 ที่ผ่านมา ซึ่งพัฒนาโดยใช้พื้นฐานจาก Civic FK2 เครื่องยนต์รุ่น K20C ขนาด 2.0 ลิตร VTEC Turbo จ่ายเชื้อเพลิงแบบ Direct Injection ให้พลัง 310 แรงม้า แรงบิด 400 นิวตัน-เมตร โดยโฉมที่ขายในยุโรปและอเมริกาเหนือ จะถูกจูนให้ผ่านมาตรฐานความประหยัดและค่ามลพิษ โดยกำหนดแรงม้าอยู่ที่ 306 แรงม้า ส่วนสเป็คขายในเอเซียจะมีกำลังถึง 320 แรงม้า นอกจากนี้ FK8 ยังเป็น Type R รุ่นแรกที่ขายอย่างเป็นทางการในสหรัฐอเมริกา จากเดิมที่จะมีเฉพาะแค่ SI เป็นรุ่นท้อปเท่านั้น

     : อินเตอร์ขนาดใหญ่ใต้กันชน
     : สเกิ๊ตข้าง Typ R
     : กระจกข้างคาร์บอน

        Civic Type R (FK8) ผลิตขึ้นที่โรงงาน HONDA of the United Kingdom Manufacturing (HUM) ที่เมือง Swindon ประเทศอังกฤษโดยมีเฉพาะบอดี้ Hatchback เท่านั้นและโรงงานที่ Swindon จะไม่มีไลน์ผลิตรถซีดานรุ่น 4 ประตูและเป็นฐานโรงงานการผลิตสำหรับส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลกด้วย ส่วนเครื่องยนต์บล็อค “K20C1” จะถูกผลิตขึ้น ณ โรงงาน Anna มลรัฐโอไฮโอ  สหรัฐอเมริกา จากนั้นจึงจะขนส่งไปประกอบกับตัวรถที่โรงงาน Swindon ในอังกฤษต่อไป

     : Vortech Generator จัดเรียงอากาศเพิ่ม Down Force ด้านท้าย
     : ไฟท้าย Type R

        Civic Type R (FK8) สร้างบนพื้นฐานของ Civic Hatchback 5 ประตู มีความยาว 4,555 มิลลิเมตร กว้าง 1,880 มิลลิเมตร สูง 1,430 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,697 มิลลิเมตร น้ำหนักตัวรถเปล่า 1,380 กิโลกรัม ตัวถังภายนอกถูกดึงโป่งให้กว้างขึ้นโดยเฉพาะบริเวณซุ้มล้อ เพิ่มความดุดัน ไฟหน้ารถดีไซน์ใหม่ ประกอบด้วยไฟเลี้ยว ไฟสูง ไฟหน้า ไฟต่ำเป็นชุดเดียวกัน มีไฟหน้าอยู่ดวงนอกสุด โคมตรงกลางเป็นไฟหรี่กับไฟสูงและดวงในสุดเป็นไฟเลี้ยวถูกปรับเปลี่ยนเป็นแบบ “โคมดำ” ตัวโคมไฟหน้าหล่อเป็นชิ้นเดียว ฝาครอบไฟเป็นพลาสติคใสพ่วงด้วยไฟตัดหมอกหน้าแบบ LED ลักษณะภายนอกมีการออกแบบสไตล์สปอร์ตซึ่งพัฒนาขอบสันที่เฉียบคม ให้รวมเข้ากับความกว้างของช่องอากาศในกันชนแบบเฉพาะรุ่น พร้อมช่องระบายความร้อนบนฝากระโปรงและด้านข้างซุ้มล้อคู่หน้า 

        ความพิเศษสุดคือ การออกแบบแถวกระจังหน้า Type R ที่เป็นโครเมี่ยมสีดำที่มีความเป็นเงาวาวและการออกแบบสัญลักษณ์โลโก้ H สีแดงทั้งด้านหน้าและด้านหลังทำให้โดยรวมรถจะแสดงออกถึงความแข็งกร้าวและดุดัน

     : หางหลังคาร์บอน สปอยเลอร์หลังขนาดใหญ่
     : ท่อไอเสีย 3 ท่อปล่อยกลาง Diffuser ด้านท้ายสวยงาม

         ฝากระโปรงจะเป็นทั้งไฟท้ายกับไฟเบรคในดวงเดียวกันพร้อมเพิ่มส่วนประกอบต่างๆทางหลักพลศาสตร์มากขึ้น นอกจากนี้บริเวณขอบกระจกและท้ายรถจะติดตั้ง Vortex Generator เพื่อช่วยจัดกระแสอากาศให้ไหลไปกดทับสปอยเลอร์หลังขนาดใหญ่ ส่งผลให้มี Down Force ที่ด้านท้ายรถมากขึ้นและที่โดดเด่นคือ ชุดท่อไอเสียแบบ 3 ท่อปล่อยกลางลำ โดยการทำงานในช่วงรอบต่ำและเดินเบา ไอเสียจะถูกปล่อยผ่านทั้ง 3 ท่อเพื่อให้ได้เสียงคำรามที่ดุดัน แต่เมื่อใช้รอบเครื่องกลางและสูง HONDA ก็ได้ออกแบบท่อเล็กตรงกลางมาเพื่อให้ช่วยเก็บเสียงภายในท่อ ลดความดังของเสียงในรอบสูงลงตามที่กฎหมายกำหนดด้วย

     “K20C1” ฝาแดง VTEC Turbo ตรงรุ่น 

        เครื่องยนต์วางขวางหันขวาบล็อค “K20C1” รูปแบบของตัวเครื่องเป็น DOHC ใช้ 4 วาล์วต่อสูบ พร้อมระบบ VTEC Turbo รุ่นใหม่ ขนาด 2.0 ลิตร 1,996 ซีซี. กระบอกสูบ x ระยะช่วงชัก 86.0 x 85.9 มิลลิเมตร กำลังอัด 9.8 : 1 พ่วงระบบแปรผันวาล์ว i-VTEC ฉีดจ่ายเชื้อเพลิงตรงเข้าสู่ห้องเผาไหม้แบบ DI–Direct Injection พ่วงด้วยระบบอัดอากาศ Turbo Charger ซึ่งยกมาจาก Civic Type R (FK2) รุ่นที่แล้ว แต่ถูกปรับปรุงรายละเอียดต่างๆ เพื่อให้มีพละกำลังเพิ่มขึ้นอีก 10 แรงม้า จากเดิม 310 เป็น 320 แรงม้า (ps) ที่ 6,500 รอบ/นาที   แรงบิดสูงสุดเท่าเดิม 400 นิวตัน-เมตร (40.76 กก.-ม.) ที่ 2,500-4,500 รอบ/นาที ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ (CO2) ที่ 185 กรัม/กิโลเมตร พร้อมปรับปรุงให้ปริมาณการเข้าและปล่อยออกของการไหลเวียนอากาศที่มีการปรับให้มีคุณภาพดีขึ้นในหลายจุดที่เหมาะสมเพื่อรองรับการขับขี่ที่ความเร็วสูง

         เครื่องยนต์บล็อคนี้มีการลดน้ำหนักด้วยการเปลี่ยนกระเดื่องวาล์วเป็นวัสดุอะลูมินั่ม   ท่อร่วมไอเสียจะเป็นชิ้นเดียวกับฝาสูบ ตัวฝาครอบวาล์วกับท่อร่วมไอดีก็ทำจากเรซิ่น ตัวลูกสูบเคลือบด้วยสารโมลิดินั่มและมีรูฉีดน้ำมันหล่อลื่นที่ลูกสูบ แหวนลูกสูบชุบไอออน และใช้ผิวกระบอกสูบแบบใหม่เพื่อลดโหลดให้กับเครื่องยนต์ การควบคุมอุณหภูมิน้ำหล่อเย็นใช้พัดลมไฟฟ้า 2 ตัวคอยควบคุมความร้อน ระบบควบคุมลิ้นปีกผีเสื้อแบบอิเล็คทรอนิคส์ Drive by Wire การทำงานของระบบ VTEC Turbo ในช่วงรอบเครื่องต่ำ   เครื่องยนต์จะใช้ลูกเบี้ยวรอบต่ำซึ่งออกแบบเพื่อให้เกิดแรงบิดสูงที่ช่วงรอบต่ำและรอบปานกลางเป็นตัวควบคุมจังหวะและระยะยกของกระเดื่องวาล์วไอดีสองตัว จนกระทั่งเครื่องยนต์ทำงานที่รอบสูง   กระเดื่องวาล์วทั้งสองตัวจะล็อคตัวเข้ากับกระเดื่องวาล์วตัวที่สูบและกระทุ้งซึ่งอยู่ตรงกลาง โดยมีสลักที่ทำงานด้วยระบบไฮดรอลิคควบคุมการทำงานด้วยระบบอิเล็คทรอนิคส์เป็นตัวยึด หลังจากนั้นกระเดื่องวาล์วตัวที่สามซึ่งเคลื่อนไหวตามรูปทรงของลูกเบี้ยว ที่ออกแบบมาให้เกิดแรงบิดสูงในช่วงรอบเครื่องสูง ก็จะเป็นตัวควบคุมจังหวะและระยะยกของวาล์ว

         ส่งกำลังลงล้อคู่หน้า ผ่านเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ เฟืองท้ายแบบ Limited Slip แบบ Helical โดยมีการปรับอัตราทดเกียร์ให้สั้นลง ชิดขึ้น เพื่อช่วยให้สามารถเร่งได้รวดเร็วขึ้น พร้อมใช้ฟลายวีลแบบ Single Mass  ซึ่งออกแบบให้น้ำหนักเบาขึ้น  ช่วยลดแรงเฉื่อยสะสมลงจากรุ่นเดิมอีกถึง 25% จึงสามารถสร้างอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ 5.7 วินาที ทำ Top Speed 272 กม./ชม. และยังทำสถิติเป็น Type R ขับหน้าที่ทำเวลาเร็วที่สุดของสนามürburgring Nordschleife เยอรมนี ด้วยเวลาเพียง 7 นาที 43.8 วินาที

     Type R ขอบ 20 / Caliper 4 Pot Brembo  

     : Adaptive Dapper ปรับได้ตามโหมดการขับขี่
     : เบรกหน้า คาลิปเปอร์ Brembo 4 Pot จาน 350 มม.
     : เบรกหลัง คาลิปเปอร์ Typ R 2 Pot จาน 305 มม.

        ด้านล้อแม็ก Type R ครั้งนี้เปลี่ยนใจจากสีขาวมาเป็นล้อพ่นสีดำปัดเงา   จากเดิมเป็นล้อขอบ 19 นิ้วพร้อมยาง  235/35 ZR 19 ในบอดี้  FK2  เปลี่ยนมาเป็นขนาด 20 นิ้ว ด้วยค่า PCD 5 รู 120 ในขนาด 8.5x20 นิ้ว แล้วล้อมรัดควบคู่เอาไว้ด้วย “ยางแก้มเตี้ย” Continental รุ่น Sport Contact 6 ขนาด 245/30ZR20 ซึ่งด้วย “ล้อและยาง” ในขนาดดังกล่าวนี้ สามารถรองรับความเร็วสูงได้พร้อมกับให้ความหล่อในลักษณะแนบชิดสนิมสนมกับ “บังโคลนล้อ” ได้อย่างสวยงามพอดี

        ระบบเบรคในการเชือดฝูงม้าทั้งคอกแบบ 2 วงจรไขว้ พร้อมหม้อลมเบรคผ่อนแรงแบบวาล์วแปรผันชั้นเดียวและมีการปรับปรุง “อัพเกรด” กันใหม่เพื่อความชัวร์มากขึ้น ด้านหน้าเป็นดิสค์เบรคพร้อมคาลิเปอร์เบรคแบบ 4 Pot จาก BREMBO จับคู่กับจานเบรคหน้าแบบเซาะร่อง เจาะรูระบายความร้อน ขนาด 350 มิลลิเมตร ส่วนด้านหลังเป็นแบบ 2 Pot ของ Type R ติดตั้งจานเบรคแบบธรรมดาขนาด 305 มิลลิเมตร

     ช่วงล่างปรับได้ Adaptive Damper System 

        นับเป็นครั้งแรกของ Civic Type R ที่มีการเลือกใช้ชุดกันสะเทือนแบบปรับได้และมีรูปแบบการขับขี่ให้เลือกที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น โหมดการขับขี่แบบ  Comfort ,  Sport  และโหมดสำหรับสนามแข่ง  R+  สำหรับตัวเลือกในการเข้าโค้งและการเปลี่ยนเกียร์ที่รวดเร็วพร้อมกับการเลือกการทำงานให้เหมาะสมกับรอบเครื่องยนต์ที่จะปรับจูนโหมดทั้ง 3 รูปแบบการขับขี่ให้ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการตอบสนองของคันเร่ง, ช่วงล่างและพวงมาลัย ซึ่งจะแจ้งเตือนคันเร่งเมื่อลดเกียร์ลงเพื่อช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์มีความนุ่มนวลและรักษาความสมดุลไว้ด้วย นอกจากนี้ยังมีระบบ RevMatching ที่ช่วยเบิ้ลคันเร่งให้รอบตวัดเลี้ยงรอบไว้รับต่อการเปลี่ยนเกียร์ลงต่ำให้ และสามารถเลือกเพื่อเปิด-ปิดการทำงานของระบบได้ รวมทั้งยังมีระบบ Auto Start/Stop และเปลี่ยนมาใช้ระบบเบรคมือไฟฟ้า พร้อม Hold Mode เหมือนกับตัว Civic รุ่นปกติ 

        ระบบช่วงล่างหน้าเป็นแบบแม็คเฟอร์สันสตรัทพร้อม Adaptive Damper System ที่สามารถปรับความหนืดของช็อคอับได้อย่างอิสระแบบ 3 Chambers ควบคุมผ่านสวิทช์โหมดการขับขี่เพื่อปรับความแข็งอ่อนของช่วงล่างได้พร้อมเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังเปลี่ยนมาเป็นแบบอิสระ มัลติลิ้งค์ พร้อมเหล็กกันโคลงแทนแบบทอร์ชั่นบีมของรถรุ่นเดิมโดยมีการปรับมุมแค็มเบอร์ให้เหมาะสมมากขึ้น ตัวปีกนกล่างทำจากเหล็กแผ่นปั๊มขึ้นรูป สวิงอาร์มทำจากเหล็กแผ่นยึดกับโครงตัวถังด้วยบู๊ชตัวโต หน้าที่รองรับน้ำหนักเป็นคอยล์สปริงขดเตี้ย วางไว้ระหว่างโครงตัวรถกับปีกนกล่าง โดยมียางรองทั้งด้านบนและด้านล่าง ช็อคอับวางข้างๆ คอยล์สปริง ด้านบนยึดกับโครงตัวถัง ด้านล่างยึดตรงจุดเชื่อมระหว่างปีกนกล่างกับสวิงอาร์มที่ยึดกับหน้าแปลนล้ออะลูมิเนียม 

     : พวงมาลัยหุ้มหนังแบบ 3 ก้าน มาดสปอร์ต มัลติฟังชั่นครบ

        ระบบบังคับเลี้ยวเป็นพวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า Dual-pinion EPS พร้อมระบบแปรผันอัตราทด (VGR-Variable Gear Ratio) แปรผันตามความเร็วและความฝืดของล้อ อัตราทดของพวงมาลัยถูก ปรับปรุงให้มีการตอบสนองเร็วขึ้น  การหักเลี้ยวทำได้เร็วและล้อให้การตอบสนองที่รวดเร็วแม่นยำ ทั้งการเข้าโค้งและการวิ่งทางตรง โดยมีรัศมีวงเลี้ยวแคบ ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการใช้งาน 

     : เบาะหนัง Type R โอบกระชับ


     : เพลทบอกลำดับ Type R
     : ปุ่มปรับโหมดการขับขี่
     : ถุงเกียร์ ดำด้านแดง หัวเกียรื Type R

       ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยโทนสีดำแต่งด้วยเส้นของสีแดงตามจุดต่างๆ โดยเลือกใช้วัสดุคุณภาพและเส้นสายที่ให้ความรู้สึกสปอร์ตกับพรีเมี่ยมไปพร้อมกัน ให้ความสะดวกสบาย และกว้างขวาง นอกจากนี้ยังติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายที่ครบครัน ฝากระโปรงหน้าถูกปรับให้ลดต่ำลง ละออกแบบให้เสากระจกบังลมหน้า A-Pillar บางขึ้น ช่วยลดปัญหาบดบังทัศนวิสัยด้านหน้า และยังช่วยให้มุมมองบนเส้นทางด้านหน้ากว้างขึ้น เบาะนั่งคนขับอยู่ในตำแหน่งต่ำ ช่วยสร้างความรู้สึกมั่นใจและอารมณ์การขับขี่ในสไตล์สปอร์ต เป็นเบาะทรงสปอร์ตสีแดงตัดสีดำและปั๊มลาย Type R เอาไว้ ส่วนแผงประตูด้านข้างแผงหน้าปัดด้านบนออกแบบให้เป็นชิ้นเดียวกัน ทำให้พื้นที่ช่วงหัวเข่าของที่นั่งด้านคนขับกว้างขวางขึ้น พวงมาลัยทรง 3 ก้านตกแต่งด้วยหนังสีแดง Logo สีแดงและเดินตะเข็บด้ายสีแดง สายเข็มขัดนิรภัยทุกตำแหน่งเป็นสีแดงเช่นกันพร้อมกับแปะป้าย Type R บอกเลขลำดับที่ของตัวรถตรงบริเวณคอนโซลกลางด้วย  

    รถคันนี้เป็นตัวแรงที่วิ่งกันแบบไม่มีการ “ลดน้ำหนัก” ใดๆ ทั้งสิ้นแบบ Type R ด้วย บรรดาอุปกรณ์ป้องกันความร้อน แผ่นดูดซับเสียงต่างๆ ยังคงอยู่ครบหมด นับว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว เพราะมีสถิติตัวเลขเวลาต่างๆ ฟ้องกันอยู่แล้ว ซึ่งทีมวิศวกร HONDA ได้มีการปรับปรุงพัฒนาตัวรถมากมายหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงานของเครื่องยนต์ ความประพฤติของเกียร์ ตลอดจนประสิทธิภาพในการทรงตัวของช่วงล่างและเบรค แม้ดูกันตามสเป็คแล้วจะพบว่าไม่แตกต่างไปจากตัวก่อน (มากนัก) แต่ตามความเป็นจริงมีความแตกต่างไม่น้อยเลย และเป็นความแตกต่างในทางที่ดีขึ้น จนสามารถสร้างความพึงใจให้แก่ผู้ที่ได้สัมผัสได้มาก รับรองว่าคงจะเป็นที่ถูกอกถูกใจกับผู้นิยมความแรงของ Civic Type R ฝาแดง VTEC Turbo สปอร์ต Hatchback อย่างแน่นอน

      สุดท้ายนี้  นักเลงรถขอขอบคุณเจ้าของรถผู้ไม่ประสงค์จะออกนามอีกครั้งครับ  
      สำหรับผู้ที่สนใจสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่นิตยสาร "นักเลงรถ" ฉบับที่ 425 ประจำเดือนพฤศจิกายน 2561

บริษัท ยานยนต์สแควร์ กรุ๊ป จำกัด สำนักงานใหญ่
เลขที่ 7 ซอยอินทามระ 33 ถนนสุทธิสารวินิจฉัย แขวงดินแดง
เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400
โทร 0-26918130-41
แฟกซ์ 0-2277-6220, 0-2275-6888
yanyonttodays@hotmail.com

 

 
 
 

 

 

 

 

All design and content Copyright © 2015 Yanyont company.

Design by vision square 

UA-85205913-2