ปรับ Look เป็น “Raptor”...แพ็คคู่ขาว/ดำ กับ FORD Ranger Double Cab...“Wildtrak”/“XLT”

 

     ปรับ Look เป็น “Raptor”...แพ็คคู่ขาว/ดำ 
     FORD Ranger Double Cab...“Wildtrak”/“XLT” 
     ชุดแต่ง Wide Body...ยก 4 นิ้ว...ยาง 35 นิ้ว 

      ในช่วงเวลานี้คงต้องยอมรับว่าถ้าเป็นวงการตกแต่งรถกระบะกระแสของ FORD “มาแรง” เกินหน้าหลายๆ ยี่ห้อ โดยเฉพาะการลงไม้ลงมือที่เริ่มเปลี่ยนจากรูปแบบ “ตัวลุย” เต็มฟอร์ม ซึ่งพกพามาทั้งอุปกรณ์ที่จำเป็นและความแข็งแกร่งของเรือนร่าง ให้กลายมาออกในแนว “เน้นสวย” ด้วยชิ้นส่วนประเภท “ของแต่ง” รอบคัน ที่แม้จะออกมาในอารมณ์คล้ายๆ กันแต่ก็สร้างความน่ามอง “เข้าตา” จนแทบกลายเป็นเอกลักษณ์สำหรับการ “ทำ” ยานค่ายนี้ไปแล้ว...และที่น่าสนใจรอบใหม่ล่าสุดคงเป็นผลจากการแนะนำ “ตัวหรูสุดเจ็บ” อันได้แก่ FORD Ranger Raptor เมื่อปีที่แล้ว เพราะได้มีการ “ตั้งธง” จากกลุ่มผู้คลั่งไคล้ออกมาว่าน่ามี “ชุดแต่ง” ที่สามารถรังสรรค์ “Ranger” ธรรมดาให้กลายเป็น “Raptor” ได้ด้วยทุนทรัพย์ที่ไม่มากเท่า โดยสองคันที่กำลังนำมาให้ชมในฉบับนี้ล้วนแล้วแต่ได้รับการปรับโฉมในแนวทางดังกล่าวและได้ผลลัพธ์ออกมาตามความต้องการ...

      สำหรับ FORD Ranger  ทั้งสองคันตามที่นำมาให้ชม คันแรกจะเป็น  “Double Cab Wildtrak” สีขาว ซึ่งเป็นโฉม “MC” ที่เพิ่งปรับปรุงออกมาเมื่อไม่นาน โดยยานคันนี้ถือว่าเป็น “ตัวโชว์ของสำนักแต่ง  LOFT MODIFY  ดำเนินกิจการโดย  “เต้” จักรพันธุ์ นาควังไทร  ผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการตกแต่ง “รถกระบะ” อยู่แถวๆ “คลองสอง/ลำลูกกา” นี่เอง โดยจากความ “เตะตา” ของเรือนร่างทำให้ทางคอลัมน์อดไม่ได้ที่จะต้องนำ “ภาพ” พร้อมรายละเอียดที่น่าสนใจมาให้ผู้อ่านที่ไม่มีโอกาสพบเห็นของจริงได้ติดตามกัน...    

 

      ชุดแต่ง Wide Body...“โม” ไฟหน้า

      เรือนร่างที่ “หล่อ-ล่ำ” มาตั้งแต่เกิดจะได้รับการ “เสริมสวย” ให้ต่างจากปกติออกไปพอสมควร โดยรูปแบบของการปรับแต่งจะโดดเด่นด้วยชิ้นส่วนที่รับแรงบันดาลใจจาก  “Raptor” ซึ่งเปิดตัวออกมาเมื่อปีที่แล้วนั่นเอง อันได้แก่การปรับบุคลิกจาก  “Ranger”  ธรรมดาให้กลายเป็นอวบพองด้านข้างรับกับ “วงยาง” กว้างและใหญ่กว่าปกติ ด้วย “ชุดแต่ง Wide Body” ของ  R2R  ที่ผลิตจากพลาสติค ABS...โดยเริ่มจากการเปลี่ยน “หน้ากระจัง” ไปเป็นแบบสีดำให้อารมณ์เหมือน  “Raptor” มาพร้อมชิ้นรองล่างที่รับไปถึง “ใต้โคมไฟ” และมี LED Tube รูปตัว C ฝังรองใต้ไฟไว้สองฝั่ง จากนั้นก็เปลี่ยน “กันชน” เป็นทรงใหม่จากเจ้าเดียวกันฝัง “ไฟตัดหมอก LED” ฝั่งละสองดวงสองมุม แถมทำชายล่างเป็นเหมือน Skid Plate สีเงินหน้าตาสวยงาม ทั้งนี้ยังได้ส่ง “ไฟใหญ่” ไปให้ F-Sport แห่ง “ภูเก็ต” จัดการ “โม” ทำสีภายในควบกับการเปลี่ยนหลอด LED Projector เป็นสีฟ้า/ติดตั้ง Day-Light แถบเส้นเอียงเรืองแสงและทำ “ไฟเลี้ยววิ่ง LED” ทั้งนี้ที่ “ฝากระโปรง” ด้านบนยังได้นำ “สคู้พ” แผ่นกว้างมาแปะทับเข้าไปอีกด้วย...

      ด้านข้างจะเปลี่ยน “แก้มหน้า” มาเป็นของ R2R  เช่นกัน โดยแก้มชิ้นใหม่จะมีรูปทรงและความอวบพองของ “โป่งล้อ” ใกล้เคียงกับ  “Raptor”  นั่นคือ “ยื่น” หรือกว้างมากกว่าเดิมประมาณ 3½ นิ้วทำให้แนวดิ่งของ “ขอบโป่ง” คลุม “ยางใหญ่” ได้เกือบมิด อีกทั้งยังมีส่วนเหมือนช่องระบายความร้อนสีดำเอียงอยู่ตอนใน และที่ขอบวง “บังโคลนล้อ” ก็คาดทับ “โป่ง” พลาสติคสีดำไว้ในตัวอีกชั้น ขณะที่ด้านบนของ “หลังคา” จะปิดทับขอบหน้าด้วย “แค็พ” ฝังไฟหรี่สีส้ม 4 ดวงของ FITT  (ถึงจะไม่ได้ยื่นออกมาบังแดดเหมือนยี่สิบกว่าปีที่แล้วแต่ก็เรียกว่า “แค็พ”) โดยยังคงมี Roof Rail สีเงินทรงลู่ลมติดตั้งไว้อย่างเดิม จากนั้นก็เปลี่ยน “บันได” จากที่มีติดรถมาให้กลายเป็นของ  E-BOARD เปิดง้างมารองรับการหยั่งเหยียบพร้อมการเปิดประตู เมื่อปิดประตูก็พับแนบกับขอบชายล่างตัวรถไม่ยื่นเกะกะ...   

      ด้านหลังติดตั้ง “โรลบาร์” สีดำทรงเท่ของ  OPTION X  รุ่นล่าสุด แยกออกเป็น 5 ชิ้น (รวมขอบข้างสองฝั่ง) ทับเข้าไปกับ “ขอบกระบะ” โดย “บาร์” ดังกล่าวจะเตรียมช่องไว้ให้ “ไฟเบรคดวงที่สาม” ส่องผ่าน (แต่  “Wildtrak” ไม่มีมาด้วย) พร้อม “สปอตไลท์ LED” ดวงเหลี่ยมอีก 4 ดวงหันส่องไปด้านหลัง  ทั้งนี้ที่ “ข้างกระบะ” ด้านนอกได้นำ “โป่งล้อ” แผ่นใหญ่เท่าผนังข้างของ R2R มาปิดครอบทับเข้าไป (ต้องถอด “ฝาถังน้ำมัน” เดิมออกเก็บแล้วใช้ของใหม่ที่มาพร้อมเป็นชุด) แล้วจึงตกแต่งบริเวณ “ฝาท้าย” ด้วยการนำ “สปอยเลอร์” ของ  FITT คาดทับเข้าไปกับขอบ (ความจริง “มาเป็นชุด” แต่ตัดมาใช้แค่ขอบบน)   อีกทั้งยังเปลี่ยน “ไฟท้าย” เป็นแบบ LED Tube ของ  EAGLE EYE แยกสองส่วน ก่อนปิดท้ายด้วยการเปลี่ยน “กันชนหลัง” เป็นเหล็กแผ่นพับเชื่อมขึ้นรูปผลิตผลของ  OPTION Sporty  ซึ่งมี “หูลาก” ทรง Omega สีส้มขนาบไว้สองฝั่งด้วย...อ้อ...ยังได้นำ “บันไดซ่อน” ของ ROLLER UP “T-Step” ยึดไว้ใต้มุมซ้ายของรถ...ทั้งนี้จากตัวรถดั้งเดิมที่พ่นด้วยสีขาวจะถูกตกแต่งด้วย “สติ๊คเกอร์” โทนสีดำเป็นรูป “หัวกระโหลกใส่หมวก” แถวประตูบานหลัง...

      ล้อขอบ 20...ยาง 35 นิ้ว

      เพราะตัวรถเป็นรุ่น “MC” ตามที่ “สาวกฟอร์ด” นิยมเรียกกัน (ก็ Minor Change นั่นแหละ) ในส่วนของ “ล้อและยาง” ตามสแตนดาร์ดที่ให้มาจากโรงงาน จะได้แก่ล้ออัลลอยลายก้านหกคู่ Made in China เน้นสีเข้มสลับปัดเงาที่ดูให้เหมือนตัว U หกตัวล้อมดุม โดยล้อดังกล่าวเป็นขนาด 18 x 8J น็อตล้อ 6 รู PCD 139.7 มม. Off-set +55 อีกทั้งยังเข้าคู่มากับยางถนน BRIDGESTONE Dueler H/T 684 II เบอร์ 265/60 R 18 เทียบความสูงได้ 30.51 นิ้วซึ่งได้ถูกถอดออก จากนั้นก็แทนที่เข้าไปใหม่ด้วยผลิตผลของ XF Off-Road ลายแปดก้านมีร่องกลางพ่นสีดำทั้งวง อีกทั้งยังใหญ่โตด้วยขนาด 20 x 12 นิ้วนั่นคือเป็นแบบ “ขอบ 20” ที่มีความกว้างถึง 12 นิ้วระยะ Off-set -44 ทั้งนี้ “ยางลุยลายดุ” ที่ตกลงเลือกใช้จะได้แก่ GLADIATOR Xcomp M/T  มาในขนาด 35/12.5 R20 LT นั่นคือมีความสูงหรือเส้นผ่าศูนย์กลาง 35 นิ้วและมีความกว้างของแก้มยาง 12.5 นิ้ว จากนั้นยังได้จัดการถอด “แผ่นกันโคลน” แผ่นพลาสติคแบนๆ สีดำออกเก็บอีกด้วย...

       ชุดยก 4 นิ้ว...ช็อค “HOT BITS” มี Sub Tank

       คงเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าเมื่อมีการเปลี่ยน “ขนาดยาง” แม้จะใหญ่กว่าเดิมเพียง 2 นิ้วนิดๆ แต่ก็สร้างปัญหาต่อการใช้งานอันได้แก่การติดขัดในยามที่ต้องหักเลี้ยวไม่มากก็น้อย...ฉะนั้น...เมื่อหันมาใช้ถึงระดับ “35 นิ้ว” จึงยิ่งจำเป็นต้องมีการปรับปรุง “ระบบช่วงล่าง” เพื่อรองรับในส่วนนี้ โดยการลงไม้ลงมือได้ตกลงใจเลือกคบหากับ “ชุดยก 4 นิ้ว” ผลิตผลของ  M-SPORT ซึ่งความจริงก็คือผลงานจาก OPTION ที่คุ้นเคยกันดีนั่นเอง (เป็นแบรนด์ที่ใช้ “ส่งออก”) ทั้งนี้ใน “ชุดยก” ดังกล่าวจะประกอบด้วยชิ้นส่วนจำพวก “ตัวต่อ-ตัวดร็อป-อาร์มยัน” และที่สำคัญคือ “ปีกนกบน” ชุดใหม่เพื่อช่วยให้การตั้งศูนย์ล้อใกล้เคียงมาตรฐานเดิมรวมแล้วนับสิบชิ้น...จากนั้นก็จัดการเปลี่ยน “คอยล์โอเวอร์ช็อค” ทั้งในส่วนของ “ช็อคแก๊ส” และ “คอยล์สปริง” ไปเป็นของ HOT BITS รุ่นมี Sub Tank ขณะที่ทางด้านหลังได้เปลี่ยน “ตับแหนบ” ทั้งชุดไปใช้ของ APM  ช่วยเพิ่มความสูงได้มากกว่าสแตนดาร์ด 2 นิ้ว โดยในการติดตั้งที่เป็นแบบ “เพลาหามแหนบ” ยังต้องจัดการ “รองก้อน” เข้าไปอีก 2 นิ้วให้เข้ากับด้านหน้า แล้วเปลี่ยน “ช็อคหลัง” ไปใช้ของ HOT BITS  มาพร้อม Sub Tank เช่นเดียวกัน...

    “2.2 ลิตร” เปลี่ยนท่อ/อินเตอร์ฯ...Remap กล่อง 

    เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับยานรุ่นนี้ที่ภายใต้ “ฝากระโปรง” จะได้รับการติดตั้ง “ช็อคแก๊ส” เพื่อช่วยผ่อนแรงยกและค้ำยันค้างไว้มาด้วยหนึ่งคู่ ขณะที่ในส่วนของ “แหล่งพลัง” ก็ยังไม่หนีไปจาก  “PUMA” Duratorq 2.2 TDCi ที่อยู่ในลักษณะดีเซล 4 สูบเรียง DOHC 16 วาล์ว ไดเร็คท์อินเจ็คชั่น คอมมอนเรล เทอร์โบแปรผัน อินเตอร์คูลเลอร์ ความจุสุทธิ 2,198 ซีซี. จากกระบอกสูบ x ช่วงชัก 89.0 x 94.6 มม. แต่เพราะเป็นรุ่น “MC” ดังที่บอกไปแล้วจึงได้รับการปรับอัตราส่วนกำลังอัดให้ลดลงเหลือ 15.6 :1 พร้อมเปลี่ยนระบบควบคุมจาก PUMA Version 3.0 เป็น PUMA Version 3.5 อีกทั้งยังปรับปรุงชุดหัวฉีด/ระบบ EGR พร้อมเปลี่ยนท่ออินเตอร์ฯ ที่เคยมีปัญหาแตก/รั่วให้มีคุณภาพดีกว่าเดิม แถมด้วยการปรับเซ็ทจนได้แรงม้าและแรงบิดสูงขึ้นอีกเล็กน้อย โดยการป้อนเชื้อเพลิงเข้าสู่ห้องเผาไหม้ในลักษณะไดเร็คท์อินเจ็คชั่น ภายใต้ระบบคอมมอนเรลใช้แรงดัน 1,800 บาร์ควบคู่การอัดอากาศเข้าห้องเผาไหม้ด้วยเทอร์โบแปรผัน  HONEYWELL “M 12 FBB”  ตั้งอัตราบูสท์ไว้ 1.4 บาร์ สามารถสร้างพลังและแรงบิดเพิ่มขึ้นเป็น 118 kW “160 แรงม้า” ที่ 3,700 rpm พร้อมแรงบิด 385 Nm หรือ 39.2 กก.-เมตรที่ช่วงรอบเครื่องกว้าง 1,600-2,600 rpm

      ...แต่อย่างไรก็ตามแม้จะมีการปรับปรุง “อินเตอร์ฯ/ท่อทางเดิน” มาแล้วแต่เพื่อความแน่นอนได้ตกลงใจเปลี่ยน “อินเตอร์ฯ” เป็นของ FLEX  แล้วหันมาใช้ท่อทางเดินสเตนเลสเป่าไฟทำให้เหมือนไททาเนียม พร้อมกับเปลี่ยนท่อทางเดินน้ำมาใช้ของ  FLEX  อีกด้วย...เท่านั้นยังไม่พอ...ยังได้จัดการ “Remap กล่อง” เพื่อเพิ่มพลังแถมด้วยการพ่วง “กล่องคันเร่งไฟฟ้า” ของ EVC iDrive เข้าไปอีกหนึ่งใบ  ก่อนปิดท้ายด้วยการเปลี่ยน “ท่อไอเสีย” ไปเป็นแบบทำด้วยสเตนเลสทั้งราวจาก HKS ที่กำลังมาแรง...

      สำหรับในส่วนของระบบส่งกำลังยังคงเป็นหน้าที่ของเกียร์อัตโนมัติ 6 Speed รหัส “6 R 80” ที่มีอัตราทด 4.171-2.342-1.521-1.143-0.867-0.691 ถอยหลัง 3.400 :1 ซึ่งสามารถเลือกเปลี่ยนจังหวะเองแบบ Manual ได้ ก่อนลงไปขับเคลื่อนล้อคู่หลังด้วยอัตราทดเฟืองท้าย 3.73 :1... 

 

     ห้องโดยสารเดิมเดิม...เพิ่มแค่ “วัดบูสท์” 

     ภายใน “ห้องโดยสาร” ทั้งหมดยังเป็นไปตามสแตนดาร์ดอันได้แก่ “แผงคอนโซล” พลาสติคสีเทาเข้มปูบุแผงบนด้วยหนังแท้โชว์ตะเข็บคู่ด้ายส้ม ซึ่งมาพร้อมจอ Touch Screen 8 นิ้วแสดงข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องเสียงพร้อมระบบสั่งการด้วยเสียง SYNC3 ตลอดจนระบบ Navigator และใช้แสดงภาพจากกล้องด้านหลัง โดยในส่วนนี้จะปรับปรุงเล็กน้อยด้วยการมอบหมายให้  DRIVER SOUND  “รังสิต” เปลี่ยนแปลง “ชุดลำโพง” ใหม่ อีกทั้งยังเพิ่ม “Sub Box” เพื่อช่วยเสียงเบสซุกเข้าไป “ใต้เบาะ” หน้าซ้ายอีกชุดหนึ่งด้วย...ขณะที่ในส่วนของ “พวงมาลัย” Multi-function สามแฉกสี่ก้านหุ้มหนังแท้สีดำด้ายส้มมี Airbag ฝังแป้นกลางก็ยังเป็นของเดิม ใช้ปุ่มบนก้านด้านซ้ายควบคุมเครื่องเสียง/Bluetooth และการสั่งงานด้วยเสียง ส่วนทางขวาเป็นการเรียกดูข้อมูลต่างๆ พร้อมระบบ Cruise Control...ทั้งนี้ได้เพิ่มเติมแค่การนำ “เกจ์วัดบูสท์” ของ Auto Meter PRO-COMP หน้าดำมายึดลอยไว้โคนเสาหน้าขวา ส่วน “กล่องคันเร่งไฟฟ้า” ของ  EVC iDrive  จะแปะไว้ใกล้ๆ สวิทช์ควบคุมไฟใหญ่ทางด้านขวาของคอนโซล...ส่วน “เบาะนั่ง” ทั้งหน้า/หลังยังเป็นแบบบุหุ้มหนังแท้สีดำเย็บตะเข็บคู่/ด้ายส้มสลับแนวกลางด้วยผ้าใยสังเคราะห์สีส้ม โดยคู่หน้าตัวของคนขับจะเป็นแบบปรับสูง/ต่ำได้และทั้งคู่จะเข้าชุดมากับ Air Bag ข้างพนัก ส่วนในตอนหลังสามารถดึงกลางพนักลงมาเป็นเท้าแขนพร้อมที่วางเครื่องดื่มสองที่...

 

      คันที่สอง ซึ่งจอดเคียงข้างอยู่ในภาพนำเรื่องอันได้แก่คันสีดำนั้นจะเป็นการนำ FORD Ranger Double Cab Hi-Rider XLT  โฉมแรกมาปรับแต่ง โดยยานคันดังกล่าวเป็นพาหนะประจำตัวของ “เดียร์” วาที จันทร์นุศร  ซึ่งดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับ “บ่อปลากระพง” อยู่แถวๆ “มหาชัย” จ.สมุทรสาคร นี่เอง สำหรับความแตกต่างระหว่างสองคันตามที่เห็นจะสังเกตได้ว่าในคันสีดำนั้นมิได้เน้นถึงอุปกรณ์ตกแต่งมากนัก เพราะ “เจ้าของรถ” ต้องการให้สำเร็จออกมาแบบ “สวยเรียบๆ” ไม่ต้องหวือหวาอะไรมาก นั่นคือขอเป็นแค่ลักษณะ Wide Body ที่โดดเด่นอยู่บน “ล้อและยาง” มันวาวและใหญ่โตขนาด “ไม่ธรรมดา” ก็พอ...

     ชุดแต่ง “R2R” รอบคัน 
     การปรับแต่งภายนอกตัวรถทั้งหมดใช้สูตรเดียวกับคันสีขาว อันได้แก่การนำ “ชุดแต่ง Wild Body” ของ R2R ทำด้วยพลาสติค ABS มาทดแทนและพอกทับของเดิม อันได้แก่การเปลี่ยน “หน้ากระจัง” ไปใช้สไตล์ “Raptor”  มาพร้อมชิ้นรองล่างที่มี LED Tube รูปตัว C ฝังรองใต้โคมไฟใหญ่ รวมทั้ง “กันชน” ทรงใหม่ฝัง “ไฟตัดหมอก LED” ฝั่งละสองดวงและดูเด่นด้วยชายล่างที่เป็นเหมือน Skid Plate สีเงิน อีกทั้งยังได้จัดการ “โมไฟหน้า” ด้วยฝีมือ F-Sport แห่ง “ภูเก็ต” ในลักษณะเดียวกัน เพียงแต่ในคันนี้จะไม่มี “สคู๊พ” แผ่นกว้างแปะทับ “ฝากระโปรง” ไว้ด้วยเท่านั้น...ขณะที่ในด้านข้างก็เปลี่ยนมาใช้ “แก้มหน้า” จาก R2R เช่นกัน รวมไปถึงการติดตั้ง E-BOARD แทนที่ “บันได” ของเดิม และนำแผ่นผนังแบบ “โป่งใหญ่” มาปิดทับ “ผนังข้างกระบะ” ทางด้านหลัง จากนั้นก็แต่งเติมส่วนท้ายด้วยการเปลี่ยน “ไฟท้าย” มาเป็นแบบ LED Tube ของ EAGLE EYE  แยกสองส่วน พร้อมกับเปลี่ยน “กันชนท้าย” มาใช้ของ OPTION เช่นเดียวกันแต่เป็นรุ่น “Fighter”...  

 

     ล้อขอบ 22...ยาง 35 นิ้ว 

    ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนและจัดว่าเป็น “จุดเด่น” ของคันสีดำนี้อยู่ในส่วนของ “ล้อและยาง” นี่เอง โดยตามสแตนดาร์ดที่ให้มาด้วย “ล้ออัลลอย” ลายหกก้านขนาด 17 x 8 J แบบน็อตล้อ 6 รู PCD 139.7 มม. Off-set +55 ที่เข้าคู่มากับ  BRIDGESTONE Dueler H/T 684 II  เบอร์ 265/65 R 17 เทียบความสูงได้ 30.56 นิ้วนั้น จะถูกแทนที่ด้วยผลงานจาก  HOSTILE  ลายซี่เอียงแปดคู่ขัดมันทั้งวงขนาด 22 x 12 นิ้ว แล้วควบคู่เข้าไปด้วย “ยางลุยแก้มเตี้ย” ค่ายเดียวกับคันขาวนั่นคือ  GLADIATOR Xcomp M/T แต่เป็นขนาด 35/12.50 R22 LT และมีระยะ Off-set -44 เท่ากัน ซึ่งแม้จะใช้ยางขนาด 35/12.50 เหมือนกันแต่จาก “ขอบล้อ” ที่โตกว่าทำให้ในคันขาวนี้จะกลายเป็น “แก้มเตี้ย” กว่า...

    ชุดยก 4 นิ้ว...ช็อค PROFENDER 

    สำหรับระบบช่วงล่างเป็นการใช้ “ชุดยก 4 นิ้ว” จาก  OPTION  (ก็เหมือนกับคันขาวนั่นแหละ เพียงแต่ปั๊มคนละชื่อ) ซึ่งใน “ชุดยก” จะประกอบด้วย “ตัวต่อ-ตัวดร็อป-อาร์มยัน” ตลอดจน “ปีกนกบน” ชิ้นใหม่เช่นเดียวกัน...ขณะที่เรื่องของ “ช็อคแก๊ส” ในคันนี้ได้เลือกใช้ของ PROFENDER มาพร้อม Sub Tank จากนั้นก็เข้าชุดไว้ด้วย “คอยล์สปริง” ของ OLD MAN EMU ส่วนทางด้านหลังยังคงใช้ “ตับแหนบ” เดิมทั้งชุดแต่เพิ่มความสูงด้วยวิธี “รองก้อน 4 นิ้ว” แล้วเปลี่ยน “ช็อคหลัง” เป็น  PROFENDER HOT BITS รุ่นมี Sub Tank เช่นเดียวกัน...

     “Remap กล่อง”...ภายในเดิมเดิม

      เพราะเป็นโฉมเก่าเรื่องของเครื่องยนต์แม้เป็น “PUMA” Duratorq 2.2 TDCi  เหมือนกัน แต่อัตราส่วนกำลังอัดจะอยู่ในระดับ 15.7 :1 และให้พลังออกมา 110 kW หรือ “150 แรงม้า” ที่ 3,700 rpm พร้อมแรงบิด 375 Nm หรือ 38.2 กก.-ม.ที่ช่วงรอบเครื่องกว้าง 1,500-2,500 rpm เท่านั้น โดยในส่วนนี้จะปรับปรุงด้วยการ “Remap กล่อง” เพื่อเพิ่มพลัง และเปลี่ยนท่อไอเสียเป็นแบบสเตนเลสของ TRK SPEED ปล่อยปลายออกสี่ท่อ พร้อมพ่นไฟให้เหมือนทำด้วยไททาเนียม สำหรับรายละเอียดอื่นๆ และระบบถ่ายทอดกำลังยังอยู่อย่างเดิม...เช่นเดียวกับภายใน “ห้องโดยสาร” ที่ทั้งหมดยังเป็นไปตามสแตนดาร์ดของ “Double Cab Hi-Rider XLT” แต่อย่างไรก็ตามได้จัดการปรุงแต่งเครื่องเสียงกันเล็กน้อย นั่นคือเพิ่ม “Pre Amp” ซ่อนเข้าไปที่กล่องเท้าแขนแล้วเปลี่ยน “ชุดลำโพง” กลาง/แหลมทั้งหมด แถมด้วยการติดตั้ง “Sub” ของ PERFORMANCE “PSW-100” ขนาด 10 นิ้วหนึ่งคู่เข้าไปที่ “หลังเบาะ” ของที่นั่งตอนหลังก็เป็นอันเสร็จพิธี...

      การปรับแต่งตามที่กล่าวมาทั้งสองคันล้วนแล้วแต่เป็นผลงานจาก “LOFT MODIFY” ซึ่งตั้งอยู่ที่ “ตลาดนาทองเจริญ” ลำลูกกาคลอง 2 อันเป็นกิจการของ “เจ้าของคันขาว” ตามที่เกริ่นนำไว้แต่แรกนั่นเอง โดยรายละเอียดการลงไม้ลงมือส่วนใหญ่จะยึดกรรมวิธีแบบ “ถอด/ใส่” ในจุดยึดเดิมไม่ต้องไปดัดแปลงอะไร ทำให้สามารถเปลี่ยนบุคลิกกลับมาอยู่ในสภาพตามสแตนดาร์ดได้ตามต้องการ...

บริษัท ยานยนต์สแควร์ กรุ๊ป จำกัด สำนักงานใหญ่
เลขที่ 7 ซอยอินทามระ 33 ถนนสุทธิสารวินิจฉัย แขวงดินแดง
เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400
โทร 0-26918130-41
แฟกซ์ 0-2277-6220, 0-2275-6888
yanyonttodays@hotmail.com

 

 
 
 

 

 

 

 

All design and content Copyright © 2015 Yanyont company.

Design by vision square 

UA-85205913-2