California Superbike School by BMW MOTORRAD THAILAND @Chang International Circuit

โอกาสดีๆไม่ได้มีมาบ่อยๆ งานนี้นักเลงจึงต้องไม่พลาดตอบรับคำเชิญจากทาง BMW MOTORRAD THAILAND
ด้วยโปรแกรมหลักสูตร California Superbike School ครูผู้ฝึกสอนระดับมืออาชีพ
ที่สอนนักขี่ให้เป็นนักแข่งในรายการระดับโลกมาแล้วหลากหลายคน
จริงๆต้องบอกก่อนเลยว่าครั้งนี้ค่อนข้างตื่นเต้นเพราะอยากรู้มานานแล้วว่าหลักสูตรการสอน
ของสำนักนี้จะดีอย่างไร แล้วทำไมมีแต่คนบอกว่าดี ที่สำคัญรถที่ใช้ในการเรียนการสอนครั้งนี้
เป็น BMW S1000 ปี 2020 ซะด้วย

พึ่งได้รู้ พึ่งได้เห็นว่าของจริงเขาทำงานกันแบบนี้ ทีมงานมืออาชีพที่เริ่มตั้งแต่คุณครูในห้องเรียนทฤษฎี
โค้ชที่คอยแนะนำตัวต่อตัว คนดูแลที่คอยให้คิวว่าเวลาไหนนักเรียนอย่างเราควรจะไปทำอะไร
เป็นการเรียนในเวลาเพียงแค่ 10 ชม. ที่คุ้มค่ามากๆ ครั้งนี้ผมขอมาแชร์ประสบการณ์ให้ฟังว่า
การเรียนการสอนเบื้องจ้นเน้นหนักไปทางหลักอะไรบ้าง และตัวผมเองก่อนที่จะเริ่มเรียนนั้น
ได้เทความรู้ ความมั่นใจที่มีออกไปจากตัวจนหมด เพราะอะไรรู้ไหมครับ
เพราะจะได้เปิดรับความรู้ใหม่ๆเข้าไปให้เต็มอีกครั้ง 

หลักการแรกก่อนเริ่มเรียนสิ่งที่สำคัญที่สุดเลยคืออย่าเก่งไปกว่าครู และต้องเปิดใจยอมรับในข้อบกพร่องของตัวเอง
ไม่ใช่อวดโอ้โชว์อ้างว่าเราเก่งมาอยู่แล้ว เพราะถ้าคิดแบบนั้นอย่ามาเรียนเลยครับ
อ่ะ...เริ่มกันเลย อันดับแรกสิ่งที่ทำให้นักเรียนในคลาสเข้าใจทุกๆอย่างในการเรียนครั้งนี้ได้ง่าย
คือการที่ทาง BMW MOTORRAD จัดล่ามสาวๆมาไว้ให้เพื่อแปลอังกฤษเป็นไทยให้นักเรียนฟัง
สื่อมวลชนชั้นนำที่ตบเท้าเข้าร่วมมีการแบ่งระดับ Level 1 และ 2 ตัวผมเองและสื่อมวลชนอีกหลายคน
เลือกที่จะลง Level 1 เพราะตัวผมเองพึ่งเคยเรียนเป็นครั้งแรก หรือแม้กระทั่งพี่ๆบางคนเรียน Level 1 ซ้ำ
ฟิลเหมือนเรียนซ้ำชั้นยังไงไม่รู้ ฮ่าๆ ส่วนบางคนที่ลงเรียน Level 2
เนื่องจากผ่านระดับแรกมาแล้ว คาดว่าปีหน้าผมต้องลงเรียนต่อให้ได้

อันดับแรกก่อนลงขับขี่ต้องมาเจอภาคทฤษฎีที่ผมคิดว่าได้ความรู้สุดๆ
และหลักการของทาง California Superbike School เรียกหลักการสอนนี้ว่า
“วิทยาศาสตร์เพื่อการขี่มอเตอร์ไซค์” ฟังๆดูแล้วเหมือนเป็นอีกหนึ่งสาขาในรั้วมหาวิทยาลัยเลยเนอะ
ซึ่งหลังจากรับฟังข้อมูลในเซสชั่นที่ 1 สำเร็จ เราก็ลงมาแปลงร่างกัน
โดยการฝึกแรกนั้นเป็นการฝึกการใช้คันเร่ง และไอ้เจ้าคันเร่งนี่แหละเป็นหัวใจหลักของการขี่รถมอเตอร์ไซค์เลย
เพราะ “คันเร่ง” เป็นตัวกำหนด ความเร็ว และ ทิศทาง 

โดยเซ็กชั่นแรกถ้าจะให้นักเรียนลงไปฝึกขี่เหมือนทุกครั้งก็ดูธรรมดาไป กฎข้อแรกในภาคปฎิบัติคือ
ฝึกใช้คันเร่ง ใช้ความเร็วขนาดไหนก็ได้แต่ต้องใช้เกียร์ 4 เกียร์เดียว เท่านั้น
และที่สำคัญห้ามใช้เบรค ตัวผมได้ยินครั้งแรกไม่ตกใจ แต่กลับนั่งคิดว่าถ้าใช้เบรคไม่ได้
และใช้ได้เกียร์เดียวรอบต้องตึงๆมือ ผลจากการลงไปขี่เซสชั่นแรกรู้สึกสนุกมาก
เพราะไม่เคยขี่รถความเร็วขนาดนี้แล้วไม่ใช้เบรค มันจะเหวอๆหน่อยแต่กลับทำให้เรา
ตัดปัจจัยอะไรที่ไม่สำคัญออกไปได้เช่นการเชนเกียร์ การใช้เบรค การจัดท่า
ความวุ่นวายเหล่านี้ทำให้เราไปได้ช้า หลังจากขี่เสร็จสิ่งที่ต้องทำในทุกเซ็กชั่น
คือการรายงานผลการขับขี่ของเราต่อโค้ชประจำตัวทันที เราไม่สามารถโกหกได้ว่าเราไปได้ดี
เรามั่นใจ เพราะในบางจังหวะโค้ชของเราทั้งขี่นำ และขี่ตาม
เขาสามารถชี้จุดบอดของเราได้ในแต่ละโค้ง และโค้งไหที่เราไปได้เร็วแล้วเขาจะปรับการใช้คันเร่งเพิ่มเติมให้

เซ็กชั่นที่ 2 จะเป็นการฝึกจุดเลี้ยว คำว่า “จุดเลี้ยว” ในที่นี้ ท่านผู้อ่านทุกท่าน
ไม่ควรนำมาผวนนะครับ ฮ่าๆ...ผมล้อเล่น คำว่าจุดเลี้ยว คือจุดในการพับรถ เลี้ยวรถลงไปเพื่อเข้าใลน์
และการเข้าไลน์ที่ดีเราจะต้องกำหนดจุดเลี้ยวที่เหมาะกับตัวเราให้ได้
โดยทางทีมงานจะมีการมาร์คจุดเลี้ยวแต่ละโค้งไว้ให้ในสนาม
แต่อย่างบางโค้งผมเองก็บอกกับโค้ชตรงๆว่าบางจุดยังไม่ได้จุดเลี้ยวที่ดี
แต่เป็นจุดเลี้ยวที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน ซึ่งโค้ชก็บอกว่า ดีหรือไม่ดีนั้นขึ้นอยู่กับตัวคุณ
เพราะหากจุดเลี้ยวดี การเข้าไลน์ก็จะดีตามาไปด้วย และต้องทำงานควบคู่กับคันเร่ง
เพราะในทุกครั้งที่จะพับรถเลี้ยวเข้าโค้ง การปิดคันเร่งจะช่วยให้พับรถได้ง่าย
โดยในเซสชั่นนี้สามารถใช้เกียร์ 3 และ 4 ได้ แต่ก็ยังห้ามใช้เบรค
นั่นเป็นเพราะโค้ชต้องการให้เราฝึกเรื่อง Sense Speed แปลง่ายๆคือ
การหาความเร็วที่เหมาะสมของการเลี้ยวในแต่ละโค้ง ว่าถ้าเราขี่มาความเร็วขนาดนี้จะหลุดหรือจะเลี้ยว
ก็ขึ้นอยู่ที่เรา แต่อย่างตัวผมสามารถทำลายกำแพงความกลัวได้
และเป็นข้อดีคือไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเลี้ยวในโค้งต่างๆ ในความเร็วที่เกินลิมิตตัวเองได้ถึงขนาดนี้
รอบแรกๆก็กลัว แต่พอปรับตัวก็ชิน เสริมเทคนิคให้นิดนึงจากที่โค้ชสอนผมมา

การเข้าจุดเลี้ยวที่ดี จะพาไปสู่การเข้าไลน์ที่ดี ซึ่งไลน์ที่ดีมีวิธีการปฎบัติแยกเป็น 3 หลัก ดังนี้
1.พยายามทำให้โค้งเป็นเส้นตรง เพื่อที่จะทำให้เราไปได้เร็วที่สุด
2.บังคับทิศทางเลี้ยวแค่ครั้งเดียว และควรทำก่อนเลี้ยว ไม่ควรแก้อาการในโค้ง
3.การบิดคันเร่งที่ดี บิดคันเร่งมากไปไลน์จะกว้าง
ต้องควบคุมคันเร่งตั้งแต่ก่อนเลี้ยวคือ ก่อนเข้าไลน์ให้ปิดคันเร่ง จากนั้นเลี้ยว
และเปิดคันเร่งเพื่อจะทะยานออกโค้ง ไม่ควรปิดๆเปิดๆ เพราะจะทำให้รถนั้นไม่เสถียร์
การยึดเกาะก็จะน้อยลงไปด้วยครับ

เซ็กชั่นที่ 3 เข้าสู่เรื่องของการเลี้ยวเร็ว แล้วเลี้ยวแบบไหนล่ะถึงจะเร็ว
การเลี้ยวเร็วนั้นไม่ได้หมายถึงความเร็วในโค้ง แต่หมายถึงการเปลี่ยนทิศทางของรถให้หักเลี้ยว
เพราะการขับขี่ในสนามการเปลี่ยนทิศทางของรถถือว่าเป็นครึ่งหนึ่ง
ของการขับขี่ทั้งหมดในสนามเลยนะครับ
และเทคนิคที่โค้ชสอนคือการใช้เทคนิค Counter Steering
หรือการผลักแฮนด์ไปในทิศทางตรงกันข้ามกันมุมเลี้ยวนั่นเอง
ทำให้รถพลิกมาทางฝั่งที่เราเลี้ยวได้เร็วขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับน้ำหนักแรงผลัก ผลักมากไปก็พลิกเร็ว
และไม่มั่นคง ผลักน้อยไปก็ไม่เห็นผล ต้องหมั่นฝึกฝนให้เกิดความชำนาญ
ส่วนตัวผมคิดว่าหลายๆท่านอาจจะทำ Counter Steering อยู่แล้วแต่ไม่เคยรู้ตัว
เพราะในบางช่วงที่เราเลี้ยวโค้ง ก่อนเลี้ยวมือเราผลักแฮนด์ไปเองแบบไม่รู้ตัวก็มีครับ
และเทคนิคนี้เหมาะสำหรับการขับขี่ในสนามเล็กๆ หรือในสนามใหญ่ก็เหมาะกับการที่
จำเป็นต้องเปลี่ยนทิศทางของรถอย่างรวดเร็วเช่นการเลี้ยวโค้ง S
และในเซ็กชั่นนี้ยังคงใช้ได้เกียร์ 3-4 แต่สามารถใช้เบรคได้เล็กน้อยเท่านั้น

เข้าสู่ในช่วงของเซ็กชั่นที่ 4 เป็นเรื่องของการควบคุมโดยผู้ขับขี่
แต่ในความหมายของการเรียนการสอนคือเรื่องของการรีแลกซ์
ใช่แล้วครับฟังไม่ผิด การรีแลกซ์ในที่นี้ไม่ใช่หมายความว่า
นักเรียนทุกคนไปพักได้ระครับ ฮ่าๆๆ แต่หมายถึงให้เรารู้สึกผ่อนคลายเมื่อขี่รถ
เพราะเมื่อเราทำทุกอย่างถูกต้อง ทั้งเรื่องการใช้คันเร่ง การเข้าจุดเลี้ยวที่ดี
การเข้าไลน์ที่ดี มันก็ไม่จำเป็นที่เราจะต้องเกร็งและล้อคแฮนด์ไว้แบบจะกลัวล้ม
ตัวรถนั้นออกแบบมาดีมีความเสถียรอยู่แล้ว จะกลายเป็นว่าตัวผู้ขับขี่เองนั่นแหละ
ไม่ให้อิสระกับตัวเองและรถบ้างทำให้ท่าทางการขับขี่ออกมาไม่เป็นธรรมชาติ
เทคนิคง่ายๆคือการใช้ต้นขา ลำตัว หนีบล็อคไว้กับตัวรถ
ให้มันทำหน้าที่หน้าต้นแขนและข้อมือ ลดอาการเมื่อยล้า
อาการเกร็งช่วยได้เยอะสำหรับการขับขี่ในสนาม
แต่สำหรับใครที่ขี่บนถนนลองเอาไปปรับใช้ผมว่าก็ช่วยได้เหมือนกันนะ

และในเซ็กชั่นสุดท้ายคราวนี้โค้ชอนุญาตให้ใช้รถได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ใช้ได้ทุกเกียร์ ใช้เบรคได้ แต่หัวใจหลักของบทเรียนสุดท้ายนี้
เป็นเรื่องของการมองและการบังคับสายตา สำหรับการมองที่จะทำให้เราไปได้เร็ว
และเข้าไลน์ที่ถูกต้องนั้น อันดับแรกต้องหาจุดเลี้ยวที่เหมาะสมกับความเร็วที่เรามา
กำหยดจุดเลี้ยวให้ไวแล้วบังคับสายตามองข้ามช็อตไปยังเอเพ็ก
หรือจุดในสุดของโค้ง ถ้าทำ 2 อย่างนี้ให้เกิดความเคยชิน
จะทำให้เราเข้าโค้งได้เร็ว ออกโค้งได้ไว เพราะสายตาเป็นหัวใจหลัก
ที่จะนำพารถไปในทิศทางนั้นๆ และเมื่อนำความรู้ที่ได้เรียนมาตั้งแต่ในเซ็กชั่นแรก
มาปรับใช้เข้าด้วยกัน ทั้งคันเร่ง การกำหนดจุดเลี้ยว การใช้ Counter Steering
หรือการกำหนดสายตาในการมอง ก็ทำให้ผมขี่ได้เร็วขึ้นกว่าเดิมแบบที่ไม่เคยคิด
ว่าตัวเองจะขี่ได้เร็วขนาดนี้ และที่สำคัญเลยคือไปได้เร็วแล้วรู้สึกว่ารถมีความมั่นคง
เรามีความมั่นใจ นั่นเป็นเพราะเราทำถูกต้องตามวิธีในแบบที่มันควรจะเป็น


สำหรับผมคิดว่า California Superbike School เป็นโรงเรียนสอนที่ดีมากๆเลยทีเดียว
จะพูดว่าดีที่สุดเท่าที่เคยเรียนก็คงจะไม่ติดขัดอะไร ถามว่าดีอย่างไร
ดีที่ความใส่ใจและว่ากันด้วยความจริง จุดไหนบอดมีการปรับแก้ให้แบบเข้าใจง่าย
เทคนิคการมองการขี่ระดับโลกมันเป็นแบบนี้นี่เอง สุดยอดครับ
สำหรับใครที่มาเรียนแล้วจ่ายเงิน 16,000 สำหรับผมถือว่าโคตรคุ้ม
มีวิชาติดตัวเราไปตลอด และทาง BMW MOTORRAD THAILAND
ก็ใจถึงจัดทัพสื่อมวลชนนักทดสอบมาเรียนด้วย ขอบคุณที่ไม่ลืมนักเลงมอเตอร์ไซค์ครับ

ก่อนจากขอพูดถึง BMW S1000RR โฉมใหม่กันสักหน่อย

การกลับมาอีกครั้งในโฉมปี 2020 ของเจ้าฉลามที่เป็นรถยอดฮิตในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ครั้งนี้ขนาดของตัวรถดูเป็นมิตรขึ้น ดูเล็กกระทัดรัดลงแต่ยังคงซึ่งความแรง
ด้วยขุมกำลัง 999 ซีซี. 4 สูบเรียง ได้รับการอัพเกรดใหม่
ด้วยการเพิ่มระบบ BMW ShiftCam เข้าไป เช่นเดียวกับรุ่นใหญ่อย่าง BMW R1250 GS 
ซึ่งมีลักษณะการทำงานที่คล้ายคลึงกัน ต่างกันตรงที่ระบบ ShiftCam ของ BMW S1000RR 2020 
จะเริ่มทำงานตั้งแต่ 9,000 รอบ/นาที ขึ้นไป
และสามารถใช้รอบเครื่องยนต์ได้สูงสุดที่ 14,600 รอบ/นาที
แรงม้าสูงสุดที่ทำได้คือ 207 ตัว ที่ 13,500 รอบ/นาที
และแรงบิด 113 นิวตัน-เมตร ที่ 11,000 รอบ/นาที
โดยมีโหมดการขับขี่ให้เลือกใช้ถึง 4 โหมด ทั้ง Rain, Road, Dynamic และ Race
รวมไปถึงระบบตัวช่วยต่างๆ ทั้ง ABS Pro, Dynamic Traction Control และ Dynamic Damping Control

ซึ่งในการเรียนครั้งนี้บอกตรงๆว่าได้สัมผัสฟิลลิ่งของตัวรถแบบเต็มๆ
ก็ในช่วงเซ็กชั่นสุดท้าย ซึ่ทั้งวันได้ลองใช้แค่ 2 โหมด คือโหมด Rain และ โหมด Race
ฟิลลิ่งที่ได้คือแตกต่างกันอย่างชัดเจนเป็นเรื่องปกติ
แต่สำหรับโหมด Race นั้น ตอบสนองคันเร่งและการเลี้ยวแบบสั่งได้ดั่งใจจริงๆ
ด้วยตัวรถที่มีน้ำหนักเบาทำให้เราควบคุมรถได้ง่ายมากๆ
บวกกับโครงสร้างใหม่ที่มาในรูปแบบ Flex Frame ซึ่งให้ความยืดหยุ่นในการใช้งาน
จับคู่กับสวิงอาร์มแบบหัวกลับ ช่วยลดจุดศูนย์ถ่วงของตัวรถให้ต่ำลง
ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการทรงตัว ทั้งทางตรงและในโค้ง 
ทำให้น้ำหนักตัวเจ้าคันนี้อยู่ที่ 197 กก. เท่านั้น (เบากว่ารถ 600 ซีซี.ซะอีก)
ซึ่งเบาลงกว่ารุ่นเก่าถึง 11 กก. 

ความเร็วสูงสุดไม่สามารถมองเห็นได้เนื่องจากทีมงานทำการปิดเทปบังความเร็วไว้
ไม่เห็นจะได้ไม่กลัว แต่เท่าที่รู้คือ ทะลุ 270 กม. แน่นอน จากโค้ง 1 ไปโค้ง 3 สนามช้าง
ทำไมถึงบอกว่าเจ้าฉลามตัวใหม่นี้ขี่ดีกว่าเดิม
สำหรับผมคิดว่าการปรับเปลี่ยนองค์ประกอบหลักๆหลายๆจุด
ช่วยให้รถมีความกะทัดรัด เช่น เฟรมใหม่ Flex Frame
ออกแบบให้ใช้พื้นที่บริเวณถังน้ำมันและเบาะนั่งน้อยลง
แถมยังออกแบบให้ตัวรถรองรับผู้ขับขี่ด้วยการวางองศาพักเท้า
แฮนด์บาร์ ใหม่ ทำให้ท่านั่งสบายขึ้น ไม่ต้องก้มขี่จนปวดเมื่อย
ส่วนรายละเอียดแบบเจาะลึกมีโอกาสจะนำมาทดสอบพร้อมเผยข้อมูล
แบบชัดเจนให้ได้อ่านกันแน่นอนครับ

 

บริษัท ยานยนต์สแควร์ กรุ๊ป จำกัด สำนักงานใหญ่
เลขที่ 7 ซอยอินทามระ 33 ถนนสุทธิสารวินิจฉัย แขวงดินแดง
เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400
โทร 0-26918130-41
แฟกซ์ 0-2277-6220, 0-2275-6888
yanyonttodays@hotmail.com
 

 

 

 

 

All design and content Copyright © 2015 Yanyont company.

Design by vision square 

UA-85205913-2