All-New TOYOTA Camry 2.5 G โฉมใหม่ คุยได้ว่า TNGA เต็มลำ หรูสปอร์ตทันสมัยยิ่งขึ้น

 

       ใหม่หมดหัวจดท้ายกับเจนเนอเรชั่นที่ 8 ของ TOYOTA Camry รถยนต์นั่งขนาดกลางที่มี “ชื่อชั้น” อยู่ในตัว โดดเด่นของโครงสร้างใหม่แบบ TNGA (TOYOTA New Global Architecture) ซึ่งถือเป็น “รุ่นแรกที่ใช้โครงสร้างนี้อย่างเต็มระบบ” ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐาน, การออกแบบ, ขุมพลังในการขับเคลื่อน, ระบบส่งกำลัง และอื่น ๆ ส่งผลให้ภาพรวมเป็นรถที่ดีขึ้นผิดหูผิดตาโดยเฉพาะให้การตอบสนองยามขับขี่ที่ดีต่างไปจากรถยุคก่อนในอดีตซึ่งสัมผัสได้ชัดเจน ภาพลักษณ์ใหม่มีความสวยงามหรูหรา สอดแทรกด้วยดีไซน์ที่มีความเป็นสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ขณะที่องค์ประกอบและสิ่งอำนวยความสะดวกสบายตลอดจนเทคโนโลยีซึ่งมีความทันสมัยและไฮเทคมีให้อย่างสมฐานะ

       All-New Camry เปิดตัวในช่วงหลังของปีที่ผ่านมาด้วยการทำตลาดรวม 4 รุ่นย่อยกับขุมพลัง 2 แบบ โดยมีเครื่องยนต์เบ็นซิน 2 พิกัด กับรูปแบบของ Hybrid อีก 2 เวอร์ชั่น แบ่งเป็นรุ่นย่อย Camry 2.0 G ราคา 1,445,000 บาท, Camry 2.5 G ราคา 1,589,000 บาท, Camry 2.5 HV ราคา 1,639,000 บาท และ Camry 2.5 HV Premium  ราคา 1,799,000 บาท ซึ่งการทดลองขับครั้งนี้เล็งไปที่ตัวเบ็นซินรุ่นท้อป คือ “Camry 2.5 G” เป็นรุ่นที่มีกระแสความสนใจไม่น้อยเลยทีเดียวในตอนนี้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะดีไปเสียทุกอย่างเพราะ “ค่าต่าง” ในรายละเอียดของอุปกรณ์ทันสมัยและอื่นๆ ที่ครบครันกว่านั้นจับยกไปอยู่ในตัว Hybrid รุ่นสูงสุดที่ค่าตัวโดดขึ้นไปอีกร่วมสองแสนเศษ  

รูปโฉมใหม่ ชอบหรือไม่ อยู่ที่ใจแต่ละคน 

        ด้วยเหตุที่กระแสโลกยุคใหม่ทำให้รถยนต์นั่งซีดานขนาดกลางอันเป็นกลุ่มรถระดับเริ่มต้นของคนวัยทำงานหรือมีครอบครัวที่มองหาพาหนะที่ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ในตลาดสากลหันมาปรับแนวคิดใหม่ จากเดิมที่มักเป็นยานยนต์หรูหราดูดีมีมีฐานะ ภาพลักษณ์ค่อนไปทางผู้ใช้ที่เป็นผู้ใหญ่ในกลุ่มผู้บริหาร แบบที่ว่าเป็นรถให้นักธุรกิจใช้ประจำตำแหน่งมีคนขับให้ได้เลย ก็หันมานิยมรถสไตล์ที่ดูมีมาดของความเป็นสปอร์ต ปราดเปรียว กระฉับกระเฉงมากกว่าเดิม  โดยที่ยังไม่ลืมเรื่องความสวยงามหรูหรา โดยเป็นการขยายกลุ่มเป้าหมายไปในตัวไม่จำกัดอยู่แค่ผู้ใหญ่ดังที่ผ่านมา แล้วถ้าจะให้ดีก็เป็นรถที่ต้อง “ขับเอง” ถึงจะได้อรรถรส รูปทรงของ Camry ใหม่เลยออกมาในแนวสปอร์ตซีดานหรูตามที่เห็น  

       ดีไซน์ภายนอกเป็นไปตามแนวทางของ TOYOTA รุ่นใหม่ที่ออกมาคล้ายกันในหลายรุ่น อย่างไฟหน้าทรงแหลม โปรเจคเตอร์ LED เป็นแบบที่มีระบบ Auto Light Control System และไฟนำทาง Follow-me-Home พร้อม LED Daytime Running Lights และไฟตัดหมอก LED ติดตั้งมาในทุกรุ่นย่อยทั้งหน้าและหลัง กระจังหน้าส่วนบนเป็นเส้นคิ้วสีดำต่างจากรุ่น Hybrid มีชิ้นงานแบบโครเมี่ยมตกแต่งและโลโก้แซมสีฟ้าเข้าไป ตัวเบ็นซินมีไฟเลี้ยวสีส้มขณะที่ Hybrid ทำเป็นเส้นไฟ LED ซ้อนเป็นชั้นๆ กระจังส่วนล่างมาในเทรนด์ปากกว้าง วางซี่แนวขวางแบบถี่ๆ นัยว่าทำให้ดูเป็นสปอร์ตขึ้นแต่ก็มีทั้งคนชอบและไม่ชอบ กระจกบังลมด้านหน้าเป็นแบบป้องกันเสียงและความร้อน AC HSEA Windscreen (Acoustic High Solar Energy Absorb) หลังคาแบบ Moonroof มีให้เป็นมาตรฐาน ยกเว้นรุ่นล่างสุดรุ่นเดียวที่ไม่มีมาให้ 

        มุมมองด้านข้างดูเพรียวยาว โอเวอร์แฮงก์หน้า-หลังยื่น

ความเอนของเสาหน้าช่วยลดการต้านกระแสลมได้ดี กรอบหน้าต่างล้อมรอบด้วยคิ้วโครเมี่ยมช่วยเพิ่มความงามหรู กรอบกระจกมองข้างมีไฟเลี้ยวแบบ LED ตัวกระจกมองข้างควบคุมด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมระบบพับ-กางอัตโนมัติเมื่อดับเครื่องยนต์และล็อคหรือปลดล็อคประตู มุมมองของกระจกเชื่อมต่อกับหน่วยความจำของตำแหน่งที่นั่งคนขับ และตัวเลนส์กระจกข้างก็มีสัญญาณเตือน BSM (Blind Spot Monitor) ฝังไว้ในตัวเรียบร้อย เส้นข้างลำตัวไม่หวือหวาแต่ทำให้ดูมีมาดหรูพอเหมาะ สำหรับวงล้อนั้นจะเป็นรุ่นเดียวที่ใช้กระทะล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ยาง BRIDGESTONE Turanza  T005A ขนาด 235/45 R 18 (94W)   ขณะที่รุ่น 2.0 G ตัวรอง มากับล้อแค่ 16 นิ้วกับยาง 205/65 R 16 เท่านั้น ส่วนตัว Hybrid ทั้งสองรุ่นมากับล้อ 17 นิ้วและยางไซส์ 215/55 R 17 กลายเป็นว่ารุ่นนี้ดูสปอร์ตมากที่สุด มาทางด้านหลังสวยเรียบ แฝงความหรูดูดี   เพียงแต่ความเห็นส่วนตัวรู้สึกว่าไฟท้ายแบบ LED ดูเรียบง่ายไปจนไม่เข้าตาสักเท่าไหร่   ฝากระโปรงท้ายมีส่วนปลายคล้ายตูดเป็ดนิดๆ ดูมีมิติและให้มุมมองออกไปทางแนวสปอร์ตมากกว่าธรรมดา กันชนท้ายหนาใหญ่กลมกลืนไปกับตัวรถ  จุดสังเกตอีกแห่งหนึ่งที่มีความแตกต่างไปจากรุ่นอื่นอยู่ที่ชุดปลายท่อไอเสียซึ่ง “2.5 G” เป็นรุ่นเดียวที่ใช้ท่อไอเสียแบบปลายคู่ Dual Tail Pipe นอกจากนี้ก็มีระบบช่วยเสริมความปลอดภัยอย่าง กล้องช่วยถอยหลังพร้อมเส้นกะระยะ ระบบเตือน RCTA (Rear Cross Traffic Alert) กับ ESS (Emergency Stop Signal) ยามใช้เบรคฉุกเฉินให้มาด้วย

      สัดส่วนตัวรถมีความยาวขนาด 4,885 มม. กว้าง 1,840 มม. สูง 1,445 มม. ระยะห่างฐานล้อยาว 2,825 มม. ความสูงใต้ท้องอยู่ที่ 140 มม. น้ำหนักตัวสำหรับรุ่นนี้แจ้งไว้ 1,550 กก. สัดส่วนดังกล่าวเทียบกับโฉมที่ผ่านมาแล้วตัวรถนั้นใหญ่ขึ้นทุกมิติ ยกเว้นความสูงที่น้อยลง

ภายในสวยหรู แต่ยังมาไม่เต็ม

     ภายในนั้นดูรวมๆ ก็สวยงามหรูหราดี ตกแต่งด้วยชิ้นงานวัสดุพลาสติค  หนัง  เพลท Piano Black คิ้วสไตล์โลหะ แล้วก็ชิ้นงานลายไม้เทียมช่วยยกระดับความหรู แผงหน้าปัดหนาใหญ่ดูหนักแน่นมั่นคง พวงมาลัยหุ้มหนังแบบมัลติฟังค์ชั่นพร้อม Paddle Shift จัดมาให้เรียบร้อย (ยกเว้นรุ่นต่ำสุดไม่มีให้)   หน้าตาพวงมาลัย ‘เกือบ’ จะดูดี กึ่งสปอร์ตหรู กึ่งดูเชย อย่าไปคิดอะไรมาก แล้วแต่รสนิยมและมุมมอง  มีระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control ให้เป็นมาตรฐาน มาตรวัดเรืองแสงสวยงามน่ามองพร้อม MID ที่สามารถเลือกให้แสดงข้อมูลสำคัญขึ้นมาโชว์ได้หลายอย่าง   

      แนวคอนโซลกลางติดตั้งจอแสดงข้อมูลของชุด Multi Information Display ระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้วมีฟังค์ชั่นทันสมัยรองรับไม่น้อย เครื่องเสียงมาตรฐานไม่ได้เป็นชุดหรูของ JBL ซึ่งมีใช้ในตัว Hybrid แต่คุณภาพเสียงถือว่าใช้ได้ ฝังลงในเพลท Piano Black ลำโพง 6 จุด รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth มีช่องพอร์ทเสียบ USB ที่ต้องมีในรถสมัยใหม่มีให้ทางด้านหน้า 1 จุดกับทางด้านหลังท้ายคอนโซลสำหรับผู้โดยสาร 2 จุดเผื่อไว้ชาร์จสมาร์ทโฟนหรือโน้ตบุ๊คได้สะดวก   ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ Dual-Zone แยกซ้าย-ขวา มีระบบชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย Wireless Charger สมระดับความหรูหราและทันสมัย แต่อันนี้ก็ต้องดูด้วยว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่รองรับการเชื่อมต่อถึงกันได้ คันเกียร์ร่องตรงพร้อมโหมดสปอร์ตและ +/- สไตล์แมนน่วลชิฟท์หรือจะใช้ลิ้นกระดิกหลังพวงมาลัยก็ได้ตามถนัด มีโหมดการขับให้เลือกได้ 3 แบบ ECO, Normal และ Sport ตามที่ต้องการ ต่อด้วยปุ่ม Hold เพื่อใช้เบรคให้หยุดนิ่งตอนติดไฟแดง ส่วนเบรคมือเปลี่ยนเป็นระบบไฟฟ้าอย่างที่รถหรูสมัยใหม่ใช้กัน บนเพดานมีกระจกมองหลังแบบ Electro Chromic ชุดไฟอ่านหนังสือแยกฝั่งกับสวิทช์ควบคุม Moonroof 

      เบาะนั่งหุ้มหนังดูหรูหราจัดให้เป็นมารตรฐานในทุกระดับของรุ่นย่อย คู่หน้าปรับไฟฟ้า เบาะคนขับปรับได้ละเอียด 8 จุดพร้อมดุนหลัง มีหน่วยความจำสัมพันธ์กับกระจกมองข้าง 2 ตำแหน่งให้ใช้ในทุกรุ่น ตัวเบาะกว้าง ปีกข้างกางออก รองรับสรีระคนตัวใหญ่ได้สบายๆ พื้นที่ตอนหน้ากว้างขวางน่าพอใจ แต่บางคนอาจรู้สึกติดช่วงวางขาด้านซ้ายที่แปะกับคอนโซลกลางบ้าง ถือเสียว่าเอาไว้พิงขาแก้เมื่อยก็ได้ เบาะหลัง 3 ตำแหน่งพร้อมหมอนหนุนครบ ตำแหน่งวางสูงเล็กน้อยกำลังดี พนักพิงไม่ถึงกับตั้งชัน น่าเสียดายที่เบาะนั่งด้านหลังปรับพนักพิงเอนไม่ได้อย่างตัว Hybrid ไม่ต้องถึงขั้นปรับไฟฟ้าก็ได้ ขอแค่ปรับมือแบบแมนน่วลให้เอนได้สักนิดจะดูดีมีฐานะ หรูหราและนั่งสบายมากขึ้นกว่านี้แล้วล่ะ   ให้บังแดดที่กระจกหน้าต่างด้านข้างทุกรุ่น พนักพิงตรงกลางมีเท้าแขนพร้อมที่วางแก้วมาให้โดยมีช่องเล็กเปิดหลังพนักพิงทะลุไปยังส่วนเก็บสัมภาระพอที่จะหยิบฉวยข้าวของมาใช้งานได้ พื้นที่ตอนหลังไม่คับแคบ ตอบรับผู้โดยสารได้ดีทั้งในส่วนของเลกรูมและเฮดรูม สำหรับห้องเก็บสัมภาระด้านท้ายนั้นกว้างและลึก แต่ไม่สูงนัก จุได้พอสมควรทีเดียว ด้านล่างซ่อนยางอะไหล่ไซส์ล้อมาตรฐานเผื่อไว้ยามจำเป็น เรื่องการเก็บ เสียงทำได้ในระดับที่น่าพึงพอใจตามมาตรฐานและระดับของรถ โดยรวมแล้วจัดว่าเป็นห้องโดยสารของรถยนต์นั่งขนาดกลางที่ให้ความพึงพอใจได้ไม่น้อยทีเดียว เพียงแต่ถ้าต้องการความหรูหรามีระดับ ทันสมัยและครบครันกว่านี้คงต้องมองไปที่ตัว Hybrid 

ขุมกำลัง 2.5 ลิตร สมรรถนะพอตัว 

       ขุมกำลังสำหรับการขับเคลื่อนเป็นเครื่องยนต์ไฮเทคในตระกูล Dynamic Force Engines รหัส “A25A-FKB” แถวเรียง 4 สูบ ดับเบิ้ลโอเวอร์เฮดแค็มชาฟท์ 16 วาล์วพร้อมระบบ VVT-iE จ่ายเชื้อเพลิง Dual Injection แบบ D-4S ทั้ง Direct และ Port Injection พิกัดของเครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตร ความจุจริง 2,487 ซีซี. (87 x 103 มม.) อัตราส่วนกำลังอัดในห้องเผาไหม้อยู่ที่ 13.0 ต่อ 1 สร้างกำลังออกมาได้สูงสุด 154 กิโลวัตต์ หรือ 209 แรงม้า (ps) ที่การทำงาน 6,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดมีให้ 250 นิวตัน-เมตร ที่รอบหมุน 5,000 รอบ/นาที  รองรับเชื้อเพลิงเบ็นซินระดับ E20-E85 โดยถังเชื้อเพลิงมีความจุ 50 ลิตร ระบบส่งกำลังเป็นเกียร์อัตโนมัติลูกใหม่แบบ Torque Converter 8 สปีด Direct Shift ไล่อัตราทดมาแบบ 5.250-3.028-1.950-1.456-1.220-1.000 โอเวอร์ไดร้ฟ์เริ่มจากเกียร์ 7 ที่ 0.808 และลงเกียร์สุดท้ายที่ 0.673 เกียร์ถอยหลังทด 4.148 กับใช้อัตราทดเฟืองท้ายขนาด 3.815 ต่อ 1 ลักษณะการวางเครื่องก็เป็นอีกอย่างที่น่าสนใจโดยออกแบบให้มีจุดศูนย์ถ่วง CG (Center of Gravity) ต่ำลงกว่าเดิมซึ่งส่งผลได้ไม่น้อยต่อการทรงตัว อันนี้เห็นผลได้ขณะขับขี่แบบที่รู้สึกได้ว่าดีขึ้นเยอะ

       ขับในเมือง Camry 2.5 G มีกำลังมากพอแบบเหลือๆ แรงบิดดีและมากพอที่จะทำให้การเคลื่อนตัวเป็นไปอย่างง่ายดาย จังหวะเร่งความเร็วมีช่วงต้นที่ต้องกระตุ้นเล็กน้อย อาการรอ-รอบในจังหวะต้นพอจะมีให้เห็นบ้าง หลังจากนั้นจะไหลลื่นและต่อเนื่อง การทำงานของเครื่องยนต์ราบเรียบนุ่มนวลดี เกียร์ใหม่ให้ความรู้สึกนุ่ม เนียน ต่อเนื่อง ว่องไวดีอีกต่างหาก การทำงานในแต่ละโหมดของการขับเคลื่อนพอจะทำให้รู้สึกได้ อย่าง ECO นี่ดูจะเปลี่ยนจังหวะไวเพื่อให้เกียร์ไต่ไปอยู่ในอัตราทดสูงที่สุด โหมดธรรมดาจะให้ความกระฉับกระเฉงมากขึ้นอีกนิด ส่วนโหมดสปอร์ตลากได้ยาว ให้ความสนุกและเรียกสมรรถนะออกมาได้เร็วที่สุด เพียงแต่ค่าต่างตรงนี้ไม่ได้มากขนาดที่จะสร้างความจี๊ดจ๊าดออกมาให้เห็น แล้วก็สองโหมดหลังทำให้อัตราสิ้นเปลืองเสียไปดูแล้วไม่คุ้มนัก เอาเป็นว่าโดยมากแล้วก็ขับในโหมดประหยัดนั่นแหละพอแล้ว สำหรับอัตราสิ้นเปลืองในเมืองโดยเฉลี่ย ขับตามปกติทำได้ 11.56 กม./ลิตร   ส่วนการขับเดินทางก็ให้การตอบสนองที่ดีไม่อายใคร เร่งแซงได้ไม่ต้องลุ้นกันเหนื่อย  

      แม้กระนั้นก็อย่าประมาทเพราะรถคันนี้ไม่ได้มีสมรรถนะดุดันรุนแรงมากนัก แค่ระดับ “พอตัว” เท่านั้น อัตราเร่งเป็นรองตัว Hybrid อย่างเห็นได้ชัด แต่มี “ตีนปลาย” ที่ไต่ระดับไปได้ไกลกว่าซึ่งจากการทดลองขับสามารถทำความเร็ว 0-100 กม./ชม. ได้ด้วยเวลา 8.82 วินาที ระยะที่ใช้ 134 เมตรปลายๆ ซึ่งนับว่าใช้ได้ ทำความเร็วแบบควอเตอร์ไมล์ใช้เวลา 16.604 วินาที ที่ความเร็ว 145.65 กม./ชม.   ความเร็วสูงสุดที่ทำได้อยู่ในเกียร์ 5 กับสปีดบนหน้าปัด 220 กม./ชม. ค่าความเพี้ยนของมาตรวัด 2 เปอร์เซ็นต์ ความเร็วจริงจึงควรอยู่ที่  215 กม./ชม. รอบหมุน 5,750 รอบ/นาที ลงเกียร์ 6 ยังได้เท่าเดิมโดยรอบยังไม่นิ่งจำเป็นต้องยกคันเร่งเพราะมีรถกีดขวางเส้นทาง อีก 2 เกียร์สุดท้ายจึงไม่ได้ข้อมูลออกมาให้ดูกัน  

      ในการเดินทางเพื่อหาอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย ความเร็วระดับ 80 กม./ชม. ใช้รอบเครื่องแค่ 1,250 รอบ/นาทีขับชิวสบายๆ ซึ่งทำให้ได้ตัวเลขน่าพอใจขนาดที่วิ่งต้านลม มีขึ้นเนินลงเนินยังทำได้ 18.72 กม./ลิตร ถ้าตั้งใจเนียนจริงๆ คงเห็นค่าที่ดีกว่านี้    

       ส่วนค่าจากการใช้ความเร็วที่เราใช้ขับแบบคนทั่วไป สปีด 90-120 กม./ชม. มีเร่งแซงบางจังหวะบ้าง ตัวเลขจริงหล่นลงมาโดยวัดออกมาได้ 15.63 กม./ลิตร ซึ่งก็อยู่ในช่วงปกติของรถพิกัดนี้ทั่วไปโดยออกไปทางดี “บวก” น่าพอใจเช่นกัน  

      จุดสังเกตอย่างหนึ่งสำหรับ Camry “2.5 G” ในช่วงที่ต้องการสมรรถนะหรือวิ่งในความเร็วมากกว่าธรรมดา จะมีการใช้ “รอบเครื่อง” ที่สูงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลโดยตรงกับความสิ้นเปลืองชัดเจน ดังนั้นหากต้องการให้ประหยัดด้วย เร็วด้วย ก็ต้องค่อยๆ ปั้น เดินคันเร่งเบาๆ ค่อยๆ ไต่ความเร็ว พอลอยตัวแล้วและใช้วิธีโหย่งคันเร่งเพื่อให้เกียร์เปลี่ยนไวขึ้นอีกนิด ปลายก็ไหลต่อ แบบนี้ก็พอจะช่วยได้เหมือนกัน  

ตอบสนองการขับขี่ดีขึ้น

       ด้านความรู้สึกตลอดจนประสิทธิภาพของช่วงล่างใน Camry 2.5 G เทียบกับรุ่นก่อนแล้วจะสัมผัสได้ในความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ขับง่าย บังคับควบคุมง่าย มั่นคงปลอดภัยยิ่งขึ้น ฟีลลิ่งผิดกันชัด  

       ระบบกันสะเทือนเป็นอิสระทั้ง 4 ล้อโดยมาในรูปแบบของแม็คเฟอร์สันสตรัททางด้านหน้า ส่วนด้านหลังวางเป็นแบบปีกนกคู่ เป็นดีไซน์ใหม่จากแพลทฟอร์ม TNGA พวงมาลัยแร็คแอนด์พิเนี่ยนเพาเวอร์ไฟฟ้า ระบบเบรคเป็นดิสค์เบรคทั้งหมดซึ่งด้านหน้าใช้จานมีช่องระบายความร้อน เบรคมือไฟฟ้าและ Auto Brake Hold (ABH) ช่วยให้การขับขี่ในเมืองหรือทางลาดชันมีความสะดวกปลอดภัย ไม่ต้องกลัวว่ารถจะไหลลงไปบั๊มพ์กับรถคันหลัง จอดติดไฟแดงก็ไม่ต้องเหยียบเบรคค้างให้เมื่อยขา ตัวช่วยมีให้ตามมาตรฐานครบครันทั้ง ABS (Anti-lock Brake System), EBD (Electronic Brake-force Distribution), BA (Brake Assist), VSC (Vehicle Stability Control), TRC (Traction Control), HAC (Hill-start Assist Control), TPWS (Tire Pressure Warning System)  

       ด้วยช่วงล่างที่เซ็ทค่าสปริงมาหนึบและช็อคอับที่จัดมาคนละชุด ตลอดจนการใช้ล้อใหญ่หน้ากว้างซีรี่ส์ต่ำกว่าต่างจากรุ่น Hybrid อาการตอบสนองที่ออกมาจึงบอกได้ว่า “เฟิร์มกว่า” ซึ่งก็เป็นไปตามคาดเพราะรุ่น “2.5 G” ตั้งใจทำมาให้ออกแนวสปอร์ตมากกว่าอยู่แล้ว สำหรับ Hybrid นั้นเน้นที่ความนุ่มนวลนั่งสบาย แต่ก็ให้การยึดเกาะที่น่าพอใจ ส่วนที่บอกว่าตัวนี้ออกแนวสปอร์ตก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นสปอร์ตจริงจังอะไร แค่รู้สึกหนึบแน่นมากกว่าเท่านั้นเอง อาการที่รู้สึกได้ยังมีความนุ่มนวลแต่ไม่ยวบยาบนิ่มย้วยอย่างที่แล้วๆ มาในรุ่นอดีตทำให้รู้สึกมั่นคง มั่นใจในการขับขี่ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานทั่วไปหรืออาจต้องใช้ความเร็วสูงในบางจังหวะที่ดีขึ้น การซับแรงจากพื้นผิวเป็นไปด้วยดี เก็บได้นุ่ม คอสะพานขึ้นลงไม่มีปัดเป๋เสียทรง เพียงแค่รู้สึกว่าน้ำหนักของพวงมาลัยยังออกไปทางเบานิดหน่อย ซึ่งถือว่าปรับปรุงดีกว่ารุ่นก่อนๆได้เยอะมากแล้ว  แบบนี้ผู้หญิงน่าจะชอบ การตอบสนองของพวงมาลัยทำได้เร็วและแม่นยำใช้ได้  บังคับควบคุมรู้สึกคล่องตัว   การทรงตัวในโค้งไปได้แบบเนียนๆ ถ้าเป็นโค้งความเร็วสูงมีฟีลแบบหน้าดื้อโค้งหรืออันเดอร์สเตียร์บ้าง โยนตัวน้อย อาการโคลงแทบไม่มี นับว่าดีไซน์ของช่วงล่าง ล้อและยาง ตลอดจนการปรับเซ็ทที่ให้มาสร้างสัมผัสได้เป็นที่น่าพอใจมากเลยทีเดียว   ส่วนเบรคทำงานไว แป้นเบรคใช้น้ำหนักกำลังดีไม่หยุ่นเท้ามากนัก ตอบสนองไวและได้ระยะเบรคสั้นน่าพอใจ อาการหน้าทิ่มขณะที่ใช้เบรคหนักถือว่ามีน้อย ระบบช่วยเหลือทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นรถที่สามารถ “ขับได้สนุกตามลิมิท”   ขับได้หล่อ สวย ในแบบของรถซีดานหรูขนาดกลาง ภาพรวมสำหรับการได้ทดลองขับสามสี่วันมานี้รู้สึกว่าเป็นรถที่พัฒนาดีขึ้นมาก สร้างความพึงพอใจได้ไม่น้อย หรูหราสมคุณค่าดูมีฐานะ   

ความเห็นส่วนตัวว่ากันตรงๆ เป็นรถดีที่น่าสนใจทีเดียวในช่วงนี้ ราคาเหมาะสมควรแก่การคบหา แต่ถ้าปัจจัยไม่ใช่เรื่องสำคัญแล้ว รถคันนี้อาจกลายเป็นตัวเลือกที่อาจจะดี แต่ไม่ถึงที่สุด เพราะ Camry “2.5 G” ทำได้แค่สมระดับมูลค่าของตัวมันเองเท่านั้น ถ้าอยากได้คำชมเต็มปากเต็มคำ หรูหรา ครบครันกว่า สมรรถนะดีกว่า จะเอาแบบนั้นคงต้องยอมควักเงินอีกสองแสนเศษเพื่อก้าวข้ามไปเล่นตัวท้อปขุมพลัง Hybrid เลย แบบนั้นแหละที่เรียกว่าคุ้มซึ่งนอกจากเทคโนโลยีด้านขุมพลังยังมีเรื่องความหรูหราสะดวกสบายเหนือระดับตลอดจนระบบความปลอดภัยไฮเทคจัดมาเต็มๆ เยอะทีเดียว...

        อีกตัวแปรหนึ่งคงหนีไม่พ้นรถหรูจากค่ายคู่แข่งระดับเดียวกันที่จะตามมาในไม่ช้า หลายคนรอดูท่าทีว่าจะออกมาแบบไหนทำให้การตัดสินใจกับ Camry โฉมใหม่ในช่วงต้นๆ นี้ดูไม่ค่อยบูมนัก ของแบบนี้ต้องรอดูกันยาวๆ อีกนิด 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บริษัท ยานยนต์สแควร์ กรุ๊ป จำกัด สำนักงานใหญ่
เลขที่ 7 ซอยอินทามระ 33 ถนนสุทธิสารวินิจฉัย แขวงดินแดง
เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400
โทร 0-26918130-41
แฟกซ์ 0-2277-6220, 0-2275-6888
yanyonttodays@hotmail.com

 

 
 
 

 

 

 

 

All design and content Copyright © 2015 Yanyont company.

Design by vision square 

UA-85205913-2