เกิดปัญหาเพราะมันมากไป อะไรที่ “มากเกินไป” ใช่ว่าดี!!

 

 

      มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานมากแล้ว ตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มีการรณรงค์เรื่อง “เมาไม่ขับ” โดยตอนนั้นมีพรรคพวก 3 คนไปเที่ยวหา “วุ้น” จิบกัน (น่าจะเรียกว่า “ซด” มากกว่า) จนกระทั่งได้เวลาปิดร้านก็พากันกลับบ้าน ซึ่งทั้ง 3 หน่อกะลังเต็มที่จนแทบจะจำเลขที่บ้านไม่ได้อยู่แล้ว แต่ก็ตามประสาคนเมาที่มักไม่ยอมรับรู้ว่าตัวเองเมา พยายามขับรถกลับบ้านทั้งๆ ที่แค่เดินให้ตรงทางก็ลำบากจะแย่อยู่แล้ว

     อีตอนขึ้นรถเจ้าเพื่อนคนหนึ่งก็พูดขึ้นว่า “ไม่ยุติธรรม” เวลาจิบ “วุ้น” ก็กินด้วยกัน แล้วเวลาขับรถจะให้เพื่อนเจ้าของรถขับคนเดียวได้ไง มันต้องช่วยกันขับถึงจะถูก เจ้ากลุ่มขี้เมาต่างก็เห็นพ้องต้องกันเป็นเสียงเดียว แล้วแบ่งหน้าที่โดยให้เพื่อนเจ้าของรถถือพวงมาลัยกับกดคันเร่ง อีกคนรับหน้าที่เหยียบคลัทช์ ส่วนเพื่อนที่เหลือรับภาระเป็นคนเข้าเกียร์เอง

      ผลจากการร่วมมือกันขับรถ ปรากฏว่ารถไปชนเสาไฟข้างทาง เพื่อนทั้ง 3 หัวแตก แขนหัก ซี่โครงเดาะไปตามๆ กัน ดีที่ตำรวจมาเจอเลยพาไปส่งโรงพยาบาล อีตอนพวกเราแวะไปเยี่ยม เหล่าบรรดาคนเจ็บก็ได้เล่าให้ฟังว่าเรื่องราวเป็นไงมาไง พอรู้เรื่องพวกที่ไปเยี่ยมพร้อมกันสมน้ำหน้า เพราะเมาแล้วไม่เจียมบอดี้ แต่เจ้าขี้เมากลุ่มนี้ยังเถียงอีกว่า… ที่รถชนนั้นเป็นเพราะไปกันแค่ 3 คน หากไปครบ 4 คนก็ไม่เป็นอะไรแล้ว เนื่องจากมีอยู่แค่ 3 คนก็แบ่งกันจับพวงมาลัย เหยียบคันเร่ง เหยียบคลัทช์ กับเปลี่ยนเกียร์ เลยไม่มีใครไปเหยียบเบรค ถ้ามีคนที่ 4 มาคอยเหยียบเบรคล่ะก้อ รับรองกลับถึงบ้านได้สบายไม่มานอนแบ่บอยู่อย่างนี้หรอก… ??!!

      เจ้า “วุ้น” นี้จิบนิดจิบหน่อยมันก็รู้สึกครึกครื้นแช่มชื่นดี แต่ถ้าเปลี่ยนเป็น “ซด” มันก็สามารถสร้างความลำบากให้ได้ อะไรที่มันเกินเลย “ขีดความเหมาะสม” ไปแล้วมันก็ไม่ค่อยดีซักเท่าไหร่ เช่นเดียวกันกับเรื่องของการบำรุงรักษารถ หากเว่อร์เกินเลยไปก็สามารถเป็นเรื่องได้ ซึ่งพรรคพวกเจอกันมานักต่อนักแล้ว

      อย่างเพื่อนคนหนึ่งเห็นว่าสมควรแก่เวลาที่จะเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องได้แล้ว ก็รีบขับรถเอาไปที่อู่ให้ช่างลงมือเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องให้ ซึ่งรถของเพื่อนคันนี้ช่างบอกว่าปริมาณน้ำมันเครื่องที่เติม เมื่อเปลี่ยนไส้กรองจะอยู่ที่ 4.2 ลิตร แต่แกลลอนน้ำมันเครื่องมันจุ 4.5 ลิตร เกินเลยไปหน่อย แทนที่ช่างจะเติมให้พอดีกลับเติมลงไปหมดเลย แล้วบอกว่าเกินนิดเกินหน่อยไม่เป็นไรหรอก น้ำมันเครื่องเหลือเพียงเล็กน้อยจะเก็บไว้ก็เกะกะ นอกจากนี้ยังถามเพื่อนว่าระยะนี้จะออกเดินทางไปต่างจังหวัดหรือเปล่า ถ้าไปพอขับได้หน่อยระดับน้ำมันเครื่องก็จะลดลงมาเหลือพอดี ไม่ต้องไปแวะเติมน้ำมันเครื่องเพิ่มด้วย ฝ่ายเจ้าเพื่อนก็พลอยเห็นดีเห็นงามตามช่างไปด้วย แม้จะสงสัยอยู่เหมือนกันว่าอีตอนช่างดึงเหล็กวัดระดับน้ำมันเครื่องขึ้นมาดู ปริมาณน้ำมันเครื่องเกินขีดบนสุดไปโขเหมือนกันนะ

     เมื่อเพื่อนนำรถออกจากอู่พบว่ารถวิ่งอืดลงกว่าปกติ อัตราเร่งเฉื่อยชาลง ตอนแรกยังเข้าใจว่าเป็นเพราะเครื่องยนต์ยังเย็นอยู่ แต่ขับไปตั้งนานแล้วมันก็ยังอืดอยู่แบบเดิมนั่นแหละ อีกทั้งยังพบว่าเข็มวัดเกจ์ความร้อนที่ปกติไม่เคยขยับผ่านครึ่งมาก่อน ตอนนี้กลับเกินครึ่งไปเล็กน้อย ถึงเครื่องยนต์จะไม่ฮีท ก็ถือว่าแตกต่างไปจากที่เคยเป็นอยู่ ตอนแรกเพื่อนยังเข้าใจว่าน้ำแห้ง พอถึงจุดหมายก็จอดรถไปทำธุระ พอเสร็จธุระกลับมาที่รถอุตส่าห์ซื้อน้ำดื่มขวดโตหิ้วมาเตรียมเติม แต่เมื่อเปิดฝากระโปรงดูในถังพักน้ำ ระดับน้ำก็ยังเป็นปกติ เท่านั้นแหละมันรีบโทรศัพท์มาหาทันทีถามว่ารถเป็นอะไร

     ตอนแรกยังไม่รู้ที่มาที่ไปก็แนะนำให้เปิดฝาหม้อน้ำ ดูระดับน้ำในรังผึ้งว่าขาดหายหรือเปล่า แล้วยังเตือนให้เปิดตอนเครื่องเย็นด้วย ซึ่งเพื่อนก็บอกว่าคงไม่มีปัญหาเพราะจอดทิ้งไว้ร่วมชั่วโมงแล้ว เมื่อเพื่อนเปิดฝาหม้อน้ำมันก็ยังเต็มเปี่ยมอยู่ คราวนี้ผมก็เริ่มหลงทิศแล้ว เพราะเพื่อนเน้นตรงเรื่องเครื่องร้อน ก็เลยไปนึกถึงแต่เรื่องของระบบระบายความร้อน แต่มาคิดดูอีกทีรถของเพื่อนคันนี้จำได้ว่ามันเพิ่งซื้อมาได้ไม่นานเท่าไหร่ จากอายุการใช้งานพวกอุปกรณ์ระบายความร้อนยังไม่สมควรสร้างปัญหา ถ้าจะเป็นไปได้บ้างก็ในกรณีที่เพื่อนเอารถไปทำอะไรมา แล้วช่างที่ทำไปโดยสายไฟให้หลุดหลวมอย่างเช่นสายไฟพัดลมไฟฟ้าที่เป่าระบายความร้อน ทำให้การระบายความร้อนไม่สมบูรณ์ เกิดปัญหาเครื่องร้อนกว่าปกติ ก็เลยถามเพื่อนไปว่าก่อนหน้าเอารถไปทำอะไรมาหรือเปล่า เพื่อนก็เล่าถึงเรื่องที่เพิ่งไปเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องมา    

     กะลังจะสรุปให้เพื่อนตรวจเช็คสายไฟพัดลมไฟฟ้าอยู่แล้วเชียว พอดีเพื่อนเล่าถึงน้ำมันเครื่องที่เติมเกินเลยไปหน่อย รวมทั้งพบว่ารถวิ่งอืดกว่าปกติด้วย เพียงเท่านี้ก็พอจะแน่ใจแล้วว่าสาเหตุคราวนี้เกิดจากอะไร 

     ถึงแม้น้ำมันเครื่องที่ช่างเติมลงไปจะเกินไม่มากนัก คิดแล้วเพียงเกินกำหนดไปแค่ 0.3 ลิตรเท่านั้นเอง แต่อย่าลืมว่าเวลาที่ช่างถ่ายน้ำมันเครื่องออกนั้น ช่างไม่สามารถถ่ายออกชนิดเกลี้ยงเกลาได้ ยังไงก็ต้องมีตกค้างอยู่บ้าง รวมทั้งสิ่งสกปรกพวกตะกอนที่นอนอยู่ก้นอ่างน้ำมันเครื่อง ยิ่งพวกช่างที่มีงานเยอะต้องรีบลงมือพอปล่อยน้ำมันเครื่องออกมาเดี๋ยวเดียวก็ปิด จัดการเติมน้ำมันเครื่องใหม่เข้าไปแล้ว เมื่อน้ำมันเครื่องส่วนเกิน ไปรวมกับสิ่งสกปรก และน้ำมันเครื่องตกค้าง ไอ้ที่คิดว่าเกินเลยนิดหน่อยก็กลายเป็นเกินเยอะ จำนวนน้ำมันที่เกินเลยจะไปเพิ่มภาระให้กับเครื่องยนต์จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่รถจะอืดและเครื่องร้อนกว่าปกติ จึงแนะนำให้เพื่อนนำรถกลับให้ช่างถ่ายน้ำมันเครื่องส่วนเกินออก แล้ววัดระดับน้ำมันเครื่องไม่ให้เกินเลยกว่าขีดสูงสุด

     ไม่รู้ว่ายังจำเพื่อนคนที่มีน้องสาวน่ารัก ซึ่งรถมีปัญหาเรื่องพวงมาลัยส่งเสียงดังเวลาเลี้ยว ที่เคยเล่าให้ฟังไปเมื่อไม่นานมานี้ได้หรือเปล่า อยู่ดีๆ เจ้าเพื่อนคนนี้ก็แวะมาหายังที่ทำงาน บอกว่าพรุ่งนี้จะไปบ้านน้องสาวที่จังหวัดใกล้ๆ เลยมาชวนไปด้วยกัน ไม่รู้ว่าผมว่างพอที่จะไปด้วยได้หรือเปล่า (หารู้ไม่ว่าผมเคยควบ “ไอ้ตัวดูด” ไปหลายหนแล้ว) ฝ่ายผมก็เลยทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราว แล้วตอบไปว่าพรุ่งนี้เป็นวันหยุดไม่มีนัดอะไรกับใครสามารถไปได้ ต่อจากนั้นก็เดินไปส่งเพื่อนที่รถ และพบว่าเที่ยวนี้มันเอารถ “ติดดาว” คันเก่ามา ไม่ได้ใช้รถ SUV คันใหม่ที่เคยสอบถามเรื่องรถกินน้ำมันเปลืองกว่าพรรคพวก 

     ยังไม่ทันได้ถามอะไร เจ้าเพื่อนก็รีบบอกก่อนเลยว่า วันนี้จะเอารถ “ติดดาว” ไปเข้าศูนย์ให้ช่างเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องน้ำมันเกียร์ซักหน่อย เพราะถึงกำหนดระยะเวลาแล้ว ก็เลยขับเจ้าคันนี้ออกมา และยังตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะใช้รถคันนี้เป็นพาหนะเดินทางด้วย เนื่องจากระยะหลังนี้ไม่ค่อยได้ใช้งานมันเลย ควบแต่ไอ้ตัว SUV เป็นประจำ เลยคิดจะเอาคัน “ติดดาว” นี้ไปวิ่งออกกำลังล้างเขม่าซะหน่อย เดี๋ยวจะมีปัญหาแบบรถที่วิ่งในเมืองเป็นประจำ ซึ่งหนักไปในทาง “จอดแช่” ทำให้ใช้รอบเครื่องต่ำอัตราส่วนผสมหนา การเผาไหม้ไม่สู้สมบูรณ์เกิดเป็นเขม่าสะสม อันเป็นสาเหตุให้เครื่องสกปรกทำงานติดขัด รอบเดินเบาเครื่องสั่นไม่นิ่ง 

     ตอนสายของวันรุ่งขึ้นตามเวลาที่นัดเอาไว้ เจ้าเพื่อนคนนี้ก็ขับรถ “ติดดาว” มาจอดที่บ้าน ฝ่ายผมที่เตรียมพร้อมเรียบร้อยแล้วก็จะเปิดประตูด้านผู้โดยสารตอนหน้าขึ้นไปนั่ง ก็ต้องชะงักเพราะพบว่าที่นั่งตำแหน่งนั้นถูกจับจองเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่าผู้ที่นั่งอยู่ไม่ใช่อื่นไกลเป็นน้องสาวของมันนั่นเอง จากการพูดคุยได้ความว่าน้องสาวมีธุระเข้ามาในกอทอมอ แต่ไม่อยากขับรถก็เลยนั่งรถทัวร์เข้ามา ขากลับเพื่อนที่เป็นพี่ชายก็อาสาไปส่ง และจะไปเที่ยวดูอะไรละแวกนั้นซักหน่อย  ครั้นจะไปสองคนพี่น้องขากลับก็ต้องขับรถคนเดียว ก็เลยลากเอาผมไปเป็นเพื่อนคุยแก้เหงาด้วย ซึ่งอันที่จริงแล้วเพื่อนไม่ต้องลำบากขนาดนี้ก็ได้ แค่โทรศัพท์มาบอกเท่านั้นจะควบ “ไอ้ตัวดูด” ไปส่งคุณเธอถึงบ้านเลย เพื่อนไม่ต้องลำบากขับรถไปหรอก เรื่องเทคแคร์หญิง(สวยๆ)นี่นิยมอยู่แล้ว  

     ในการเดินทางครั้งนี้เจ้าเพื่อนขอให้ผมรับภาระเป็นสารถี ตัวมันก็ขยับเลื่อนมานั่งคู่ แล้วให้น้องสาวย้ายไปนั่งด้านหลัง ซึ่งผมคิดว่าการวางตัวแบบนี้ไม่ค่อยถูก น่าจะย้ายน้องสาวมานั่งตัก…เอ๊ย..นั่งหน้าคู่กับผมมากกว่า แต่ก็เฉยๆ ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่คิดอยู่ในใจเท่านั้นเอง...อิอิ

     ปกติเวลาขับรถนั้นผมจะชอบมองกระจกส่องหลังบ่อยๆ อันเป็นนิสัยติดตัวมาตั้งแต่สมัยใช้รถ “มะกัน” คันโต ทั้งนี้เพราะรถอเมริกันใช้พวงมาลัยซ้าย กระจกมองข้างก็มีเฉพาะข้างซ้ายเพียงอันเดียว พวกกระจกมองข้างสองบานคู่ประเภทปรับและพับไฟฟ้าสมัยนั้นยังหาไม่เจอ ดังนั้นการมองรถด้านหลังหรือด้านหลังขวา ต้องใช้วิธีเอี้ยวตัวไปมอง หรือให้ง่ายขึ้นก็อาศัยกระจกส่องหลังนี่แหละ เมื่อเรามองบ่อยๆ ก็จะรู้ว่ามีรถอะไรตามหลังมา หรือกำลังจะแซงเราหรือเปล่า ทำให้กลายเป็นนิสัยชอบมองกระจกส่องหลังดูรถที่ตามมา เพียงแต่วันนั้นรู้สึกว่าจะมองถี่มองนานเป็นพิเศษ 

     มีอยู่ช่วงหนึ่งขณะที่ขับออกมานอกเมืองแล้ว พบว่าถนนโล่งรถบนถนนมีน้อย พวกเรด้าร์กับกล้องจับความเร็วดูสภาพเส้นทางแล้วไม่น่าจะมี ก็เลยกดคันเร่งลงไปลึกหน่อยเห็นเข็มมาตรวัดความเร็วขยับไปมาระหว่าง 140-150 กม./ชม. ขณะที่จะกดคันเร่งเพิ่มความเร็วต่อไป สายตาก็เหลือบไปมองกระจกหลังดูสาวที่นั่งอยู่เบาะหลัง ว่ามีความรู้สึกเป็นประการใดบ้างช่วงรถวิ่งด้วยความเร็วสูง แต่เมื่อมองดูแล้วผมกลับเป็นฝ่ายตกใจซะเอง เพราะเมื่อมองเลยคุณเธอผ่านกระจกบังลมหลังออกไป จะเห็นควันขาวคลุ้งออกมากลบถนน แบบนี้แสดงว่ารถมีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกดหนักเกินไปหรือเปล่า แต่อันที่จริงรถระดับนี้ความเร็ว 140-150 กม./ชม. ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดามาก อย่างไรก็ตามได้ถอนเท้าออกจากคันเร่งลดความเร็วลงก่อน หากมีอะไรเสียหายก็จะได้ไม่เป็นมาก   

    การที่มีควันขาวออกมาจากท่อไอเสีย แสดงว่ามีน้ำมันเครื่องเล็ดลอดเข้าไปในห้องเผาไหม้ อาจเป็นที่ปะเก็นฝาสูบแตก แหวนลูกสูบติด หรือแหวนหักก็ได้ แต่ดูที่เกจ์วัดความร้อนแล้วยังเห็นเป็นปกติดี ไม่น่ามีปัญหาเรื่องปะเก็นฝาสูบแตก จึงพยายามฟังเสียงการทำงานของเครื่องยนต์ และดูการตอบสนองของเครื่องยนต์เมื่อกดคันเร่งลงไป ก็ไม่พบว่ามีเสียงดังผิดปกติแต่ประการใด และการตอบสนองของเครื่องยนต์ก็ยังทำได้ดี ดังนั้นเรื่องแหวนหักแหวนติดก็ไม่สมควรเป็นปัญหา คราวนี้ก็เลยเกิดความสงสัยว่ารถเป็นอะไร เจ้าควันขาวท้ายรถมาจากไหน...??!!

     ช่วงนั้นความเร็วของรถได้ลดลงมาเหลือประมาณ 100-110 กม./ชม. เมื่อเงยหน้าขึ้นไปมองท้ายรถจากกระจกส่องหลัง ก็ไม่เห็นมีควันขาวออกมาอีกแล้ว ทำให้สงสัยเต็มประดาว่ามันเกิดอะไรขึ้น หรือเมื่อครู่เกิดตาฝาดไปชั่วขณะ จะเป็นควันจากการเผาหญ้าข้างทาง ก็ไม่เห็นมีใครเค้าเผาหญ้าตรงไหนเลย เพื่อแก้ความสงสัยก็ตัดสินใจกดคันเร่งเพิ่มความเร็วขึ้นไปแถว 140-150 กม./ชม. อีกครั้ง คราวนี้ชัดเลยว่ามีควันขาวออกมาตาไม่ฝาดแน่ และพอลดความเร็วลงมาเหลือ 100-110 กม./ชม. เจ้าควันขาวก็หายไป

     เมื่อมองไปยังเพื่อนเจ้าของรถที่นั่งอยู่ข้างๆ เห็นมันนั่งหลับตาเอาศีรษะพิงพนัก สงสัยว่าจะหลับไปแล้ว เลยถือโอกาสนั่งมองสาวทางเบาะหลังผ่านกระจกมองข้าง อันเป็นจังหวะที่สาวเจ้าหันมาสบตาพอดีก็เลยยิ้มหวานให้ทีนึง ตอนนั้นจู่ๆ ก็นึกอยากแกล้งเพื่อนขึ้นมา เลยกดคันเร่งเพิ่มความเร็วเป็น 140-150 กม./ชม. เห็นมีควันขาวออกมาคลุ้งท้ายรถ ก็จัดการสะกิดเพื่อนแล้วชี้นิ้วไปทางท้ายรถ ฝ่ายเพื่อนยังงัวเงียอยู่แต่ก็หันไปมองท้ายรถตามที่ผมชี้ พอมันเห็นควันขาวเท่านั้นก็ตะโกนเอะอะลั่นรถให้รีบเอารถจอดข้างทาง ผมก็เลยลดความเร็วลงมาเหลือประมาณ 100-110 กม./ชม. แล้วขับต่อไปเรื่อยๆ ไม่ได้จอดข้างทางตามที่เพื่อนบอก เจ้าเพื่อนก็หันมาถามว่ารถเป็นอะไร รถไฟไหม้หรือเปล่า ผมก็ตอบว่าไม่รู้เหมือนกันแต่คงไม่ใช่รถไฟไหม้แน่นอน (ปากก็พูดไปงั้นแหละเพราะลักษณะของควันมันเป็นควันขาว ไม่ได้เป็นควันสีเทาหรือสีดำแบบไฟไหม้ แต่เมื่อเพื่อนทักก็รู้สึกเสียวๆ อยู่เหมือนกัน)

     ผลจากการทดลองเพิ่มและลดความเร็ว พบว่าหากขับรถด้วยความเร็วไม่เกิน 120 กม./ชม. ก็จะเป็นปกติ แต่ถ้าใช้ความเร็วระดับ 140 กม./ชม. เมื่อไหร่ก็จะมีควันขาวออกมาจากท้ายรถทันที โดยทั่วไปแล้วมันก็ไม่มีปัญหาอะไรหากขับรถด้วยความเร็วไม่เกิน 120 กม./ชม. เกจ์ความร้อนก็อยู่ระดับปกติ การทำงานของเครื่องยนต์ไม่มีเสียงแปลกปลอม การตอบสนองก็ยังดีอยู่ และไม่มีกลิ่นเหม็นไหม้ผิดปกติอันใด แต่เมื่อขับเร็วแล้วมีควันขาวออกนั่นเป็นการแสดงให้ทราบว่าต้องมีอะไรบกพร่องซักอย่าง ทำให้การขับเที่ยวนี้ไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่นัก ต้องคอยมองกระจกส่องหลังสบตากับคุณเธอเบาะหลังค่อยชื่นใจหน่อย 

     ระหว่างขับรถก็สอดส่ายสายตามองข้างทางหาปั๊มน้ำมันที่พอจะแวะจอดรถได้ ไม่ช้าก็เจอเข้าปั๊มหนึ่งจึงเปิดไฟเลี้ยวหักพวงมาลัยขับเข้าปั๊มไปเลย แล้วขับไปจอดด้านหลังปั๊มที่เห็นมีช่องสำหรับให้ช่างมุดเข้าไปดูใต้ท้องได้ จึงจอดรถแล้วเข้าไปเจรจาขอยืมใช้ช่องเพื่อตรวจเช็ครถคันนี้ว่าเจ้าควันขาวมันเกิดขึ้นจากอะไร

     หลังจากขออนุญาตเอารถเข้าช่องแล้วก็ขับรถเข้าไป ต่อจากนั้นก็มุดลงไปดูใต้ท้องรถ โดยเพื่อนผู้เป็นเจ้าของรถตามลงไปติดๆ มันคงเป็นห่วงรถของมัน ช่วงที่กำลังเดินอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงเจ้าเพื่อนบ่นออกมาว่า เพิ่งจะเอารถเข้าศูนย์ไปเมื่อวานเอง ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

เรื่องของการบำรุงรักษารถ หากเว่อร์เกินเลยไปก็สามารถเป็นเรื่องได้

     พอมุดเข้าไปที่ใต้ท้องรถมองเห็นร่องรอยของน้ำมันกระเซ็นอยู่ใต้ท้อง ก็พอเดาได้แล้วว่าสาเหตุของควันขาวเกิดขึ้นจากอะไร ต่อจากนั้นก็ขยับเดินเข้าไปพิจารณา ที่ใต้อ่างน้ำมันเครื่องกับน้ำมันเกียร์อย่างละเอียด และเพื่อยืนยันว่าข้อสันนิษฐานน่าจะตรงกับความเป็นจริง จึงถามเพื่อนว่าเมื่อวานเอารถเข้าศูนย์ไปทำอะไรมั่ง เจ้าเพื่อนตอบว่าก็มีการตรวจเช็คทั่วๆ ไป พร้อมกับเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องกับน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ

     งานนี้เข้าใจว่าสาเหตุคงเกิดขึ้นจากช่างคงเติมน้ำมันเกียร์มากไป เพราะดูมีร่องรอยของน้ำมันสาดกระจาย แต่ไม่พบการรั่วซึมจากขอบอ่างน้ำมันเครื่องกับน้ำมันเกียร์ น่าจะเป็นน้ำมันเกียร์ส่วนเกินที่ออกมาเมื่อเครื่องยนต์ใช้รอบเครื่องสูงมากกว่า สำหรับตอกย้ำความแน่ใจก็ได้กลับขึ้นมาที่รถ จัดการติดเครื่องยนต์แล้ววัดระดับของน้ำมันเกียร์ ก็พบว่าเกินขีดสูงสุดไปมากพอสมควรทีเดียว คงต้องหาทางดูดออกมาบ้างเพื่อให้มีน้ำมันเกียร์อยู่ในระดับที่กำหนด ผมได้ถามเพื่อนว่าเอารถไปเข้าศูนย์ที่ไหน ช่างถึงได้ชุ่ยเติมน้ำมันเกียร์เกินขนาดนี้ แต่เมื่อเพื่อนบอกชื่อศูนย์ออกมาก็ต้องแปลกใจ เพราะศูนย์นี้พอจะรู้จักและรู้ว่ามีมาตรฐานดีทีเดียว เคยเห็นเค้าเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ ตอนเติมช่างจะเอาน้ำมันเกียร์ที่เป็นขวดบรรจุ 1 ลิตรออกมาตั้งไว้แล้วเขียนเบอร์ไล่ไป 1-2-3 เพื่อป้องกันการสับสนเวลาเติม เพราะหน้าตาของภาชนะบรรจุมันเหมือนกัน เรียกว่าทำงานได้ละเอียดเรียบร้อยดี

     ระหว่างที่ผมตามช่างมาให้จัดการถ่ายน้ำมันเกียร์ส่วนเกินออก เจ้าเพื่อนก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาติดต่อไปยังศูนย์ที่นำรถเข้าไปรับบริการ เห็นมันส่งเสียงดังออกท่าออกทางอยู่พักใหญ่ ก็เก็บโทรศัพท์แล้วเดินเข้ามาหาพร้อมกับเล่าให้ฟังว่า เมื่อวานได้นำรถเข้าศูนย์ไปเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องน้ำมันเกียร์ โดยเฉพาะน้ำมันเกียร์ ได้กำชับให้ช่างเปลี่ยนไส้กรองด้วย ระหว่างที่ช่าง (ใหญ่ )กำลังลงมือทำงาน ก็ถูกตามตัวให้ไปดูรถอีกคัน เลยปล่อยให้ช่าง (ระดับรองลงมา) อีกคนมาทำต่อ ช่างคนหลังคิดว่าช่างคนแรกเปลี่ยนไส้กรองเสร็จแล้ว ก็เลยจัดการเติมน้ำมันเกียร์ลงไปตามกำหนด หารู้ไม่ว่าช่างคนก่อนยังไม่ได้เปลี่ยนไส้กรอง และด้วยความมั่นใจที่เปลี่ยนน้ำมันเกียร์เป็นประจำว่าปริมาณน้ำมันเกียร์ถูกต้องตามสเป็คที่กำหนด ก็เลยไม่ได้ทำการตรวจเช็คระดับของน้ำมันเกียร์อีกครั้ง ผลก็เลยทำให้น้ำมันเกียร์มีมากกว่าที่ควร…

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บริษัท ยานยนต์สแควร์ กรุ๊ป จำกัด สำนักงานใหญ่
เลขที่ 7 ซอยอินทามระ 33 ถนนสุทธิสารวินิจฉัย แขวงดินแดง
เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400
โทร 0-26918130-41
แฟกซ์ 0-2277-6220, 0-2275-6888
yanyonttodays@hotmail.com

 

 
 
 

 

 

 

 

All design and content Copyright © 2015 Yanyont company.

Design by vision square 

UA-85205913-2