ขับดี...เร่งดี...นุ่มหนึบ All New TOYOTA Commuter Hi-Roof 2.8 M/T เรือนร่างใหม่...ใหญ่/ยาวกว่าเดิม

 

       ยานโฉมใหม่ภายใต้เรือนร่าง/เครื่องยนต์และระบบต่างๆ ใหม่หมด “หัวจรดท้าย” ยังคงประกอบขึ้นในประเทศไทย โดยในชั้นแรกจะออกจำหน่ายเพียงแค่สองรุ่นอันได้แก่เครื่องยนต์ดีเซล 2.8 ลิตรเกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติเท่านั้น ขณะที่พร้อมๆ กันก็ได้จัดแนะนำ “Hiace” หลังคาเตี้ยอีกสองรุ่น ซึ่งจะมีเพียงเครื่องยนต์ดีเซล 2.8 ลิตรเกียร์ธรรมดาแต่แยกเรือนร่างออกเป็น “GL” เจาะหน้าต่างและ “Eco” แบบตู้ทึบ ทั้งนี้ในเรื่องของสีสันก็จะมีให้เลือกแค่สีเทา Silver Mica Metallic และสีขาว White เพียงเท่านั้น สำหรับการนำมา “ลอง” เป็นครั้งแรกนี้จะได้แก่  All New TOYOTA Commuter Hi-Roof 2.8 M/T  เกียร์ธรรมดานั่นเอง

หน้าหล่อ/เข้าสมัย...ใหญ่/ยาวกว่าเดิม 

       : เน้นเหลี่ยมสันเส้นตรงและเอียงเฉียง..ไฟตัดหมอกดวงกลม..หน้ากระจังแถบโครเมี่ยมสลับครีบดำ..ไฟหน้า Multi Reflector

         : ส่วนหน้ายื่นยาว..ฝากระโปรงเทลาด..โป่งล้อ/แนวกระจกข้างทรงคล้ายเดิม..ขอบหลังคายุบเว้าไม่มีรางน้ำฝน  

        : มองจากมุมสูง..ปาดสองมุมหน้าลู่ลม   

       : บานฝาท้ายแผ่นใหญ่..รูปทรงส่วนบนเหลี่ยมกว่าเดิม..มีกระจกส่องท้าย..ไฟท้ายแนวตั้งยาวกว่ารุ่นก่อน

       : กระทะเหล็ก/ฝาครอบพลาสติค 16 x 7 JJ..ยางถนน “YOKOHAMA Bluearth Van” เบอร์ 235/65 R16

        รูปร่างหน้าตาที่เปลี่ยนจากสไตล์ “รถตู้หน้าตัด” มาเป็น “หน้ายื่น” อันได้แก่การมีส่วนของห้องเครื่องยื่นออกมาก่อนเป็นหัวเก๋ง จะใช้รหัสตัวถัง “GDH” และอยู่ภายใต้โครงสร้าง Annular Frame Structure ที่ได้รับการพัฒนาเป็นพิเศษเพื่อช่วยป้องกันการยุบตัวของห้องโดยสารเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งเรือนร่างใหม่นี้เห็นได้ชัดว่ามีความใหญ่โตมากกว่าเดิมด้วยความยาว/กว้าง/สูง 5,915/1,950/2,280 มม. (โฉมที่แล้ว 5,380/1,880/2,285 มม.) นั่นคือยาวกว่า 535 มม.กว้างกว่า 70 มม.ส่วนความสูงพอๆ กันเพราะตัวเลขที่ต่างกันอยู่ 5 มม.นั้นน้อยจนไม่น่าจะมีผลอะไร   

       ความโดดเด่นของโฉมด้านหน้านอกจากจะยื่นยาวสไตล์เดียวกับรถตู้เยอรมันแล้ว ยังสัมผัสได้ถึงเส้นสายรายละเอียดเน้นเหลี่ยมสันด้วยเส้นตรงที่นำมาเอียงเฉียง อีกทั้งยังปาดมุมสองฝั่งเพื่อผลทางอากาศพลศาสตร์และช่วยสร้างมุมมองให้ลื่นไหล โดยกันชนขนาดมหึมาที่วางตัวเป็นหลักในตอนล่างจะฝังไฟตัดหมอกดวงกลมกรอบแนวตั้งสีดำ ขณะที่ส่วนกลางต่อเชื่อมระหว่างสองมุมได้ทำเป็นแถบใหญ่สีเดียวกับตัวรถเพื่อใช้ติดป้ายทะเบียนและมีช่องรับลมอยู่ต่ำลงไป จากนั้นก็ซ้อนขึ้นไปด้วยครีบหน้ากระจังสีดำแบ่งเป็นสองแนวมีแถบโครเมี่ยมคั่นขวาง ก่อนครอบด้วยฝากระโปรงขนาดไม่ใหญ่นักมีขอบโครเมี่ยมแผ่นกว้างทับส่วนบนหน้ากระจัง ทั้งนี้ฝากระโปรงดังกล่าวจะเทลาดน้อยๆ และส่วนที่ปาดมุมจะทับเหนือไฟหน้า Multi Reflector ดวงโตพอดี สำหรับกระจกบังลมหน้า Laminated ที่มีองศาลาดเอียงใกล้เคียงโฉมที่แล้วจะเข้าชุดมากับใบปัดน้ำฝนที่หันมาใช้แบบครีบรับลม/ขวายาว/ซ้ายสั้นตามสมัย  

        แก้มหน้าแผ่นกำลังงามจะรวมส่วนของวงบังโคลนล้อครึ่งวงกลมจับขอบคล้ายรุ่นที่แล้วไว้ในตัว ก่อนต่อเนื่องด้วยบานประตูหน้าใช้มือจับ Grip Type สีเดียวกับรถและลอยเด่นด้วยกระจกมองข้างแนวตั้งสีเดียวกัน ซึ่งเพิ่มส่วนล่างเป็นกระจกบานเล็กใช้ส่องชายล่างไปถึงล้อหลัง สำหรับประตูบานเลื่อนขนาดใหญ่ที่มีบานกระจกเลื่อนหนึ่งช่องจะมีให้แค่ฝั่งซ้ายด้านเดียวและเป็นแบบธรรมดามิใช่ไฟฟ้าดังรุ่นที่แล้ว นอกจากนั้นหน้าต่างด้านข้างที่ต่อเนื่องยาวตลอดก็ยังมีรูปทรงคล้ายรุ่นก่อน (ผิดกันแค่รายละเอียดใต้แนวเอียงส่วนหน้า) แล้วไปแตกต่างมากหน่อยตรง Hi-Roof เหนือหน้าต่างที่ยกสันยุบเว้าเล่นแนวแทนรางน้ำฝน...ส่วนทางด้านหลังแม้บานฝาท้ายยังใช้วิธีเปิดยกขึ้นด้านบนโดยมีช็อคอับแท่งยาวช่วยออกแรงยกและค้ำยันค้างไว้ แต่ก็เห็นชัดเจนว่ารูปหน้าตัดตัวรถเปลี่ยนไปเพราะทรงส่วนบนจะจับเหลี่ยมมากขึ้น สังเกตจากแนวสะเอวขึ้นไปหาขอบหลังคาที่รุ่นก่อนวาดแนวสอบโค้งแต่คราวนี้โค้งน้อยกว่า ขณะที่เรื่องของอุปกรณ์ต่างๆ ยังเป็นไปทำนองเดียวกันดังเช่นกระจกส่องหลังที่ติดเหนือกระจกบังลม รวมทั้งไฟท้ายแนวตั้งเลนส์สีขาว/แดงที่เหมือนจะยาวกว่าเดิมเล็กน้อย แล้วเปลี่ยนกันนิดด้วยการนำไฟเบรคดวงที่สามแบบ LED เข้าไปติดไว้ภายในตัวรถ ก่อนปิดท้ายด้วยกันชนแถบยาวเว้าฝั่งขวาให้ปลายท่อไอเสียโผล่  

       แก้มหน้าแผ่นกำลังงามจะรวมส่วนของวงบังโคลนล้อครึ่งวงกลมจับขอบคล้ายรุ่นที่แล้วไว้ในตัว ก่อนต่อเนื่องด้วยบานประตูหน้าใช้มือจับ Grip Type สีเดียวกับรถและลอยเด่นด้วยกระจกมองข้างแนวตั้งสีเดียวกัน ซึ่งเพิ่มส่วนล่างเป็นกระจกบานเล็กใช้ส่องชายล่างไปถึงล้อหลัง สำหรับประตูบานเลื่อนขนาดใหญ่ที่มีบานกระจกเลื่อนหนึ่งช่องจะมีให้แค่ฝั่งซ้ายด้านเดียวและเป็นแบบธรรมดามิใช่ไฟฟ้าดังรุ่นที่แล้ว นอกจากนั้นหน้าต่างด้านข้างที่ต่อเนื่องยาวตลอดก็ยังมีรูปทรงคล้ายรุ่นก่อน (ผิดกันแค่รายละเอียดใต้แนวเอียงส่วนหน้า) แล้วไปแตกต่างมากหน่อยตรง Hi-Roof เหนือหน้าต่างที่ยกสันยุบเว้าเล่นแนวแทนรางน้ำฝน...ส่วนทางด้านหลังแม้บานฝาท้ายยังใช้วิธีเปิดยกขึ้นด้านบนโดยมีช็อคอับแท่งยาวช่วยออกแรงยกและค้ำยันค้างไว้ แต่ก็เห็นชัดเจนว่ารูปหน้าตัดตัวรถเปลี่ยนไปเพราะทรงส่วนบนจะจับเหลี่ยมมากขึ้น สังเกตจากแนวสะเอวขึ้นไปหาขอบหลังคาที่รุ่นก่อนวาดแนวสอบโค้งแต่คราวนี้โค้งน้อยกว่า ขณะที่เรื่องของอุปกรณ์ต่างๆ ยังเป็นไปทำนองเดียวกันดังเช่นกระจกส่องหลังที่ติดเหนือกระจกบังลม รวมทั้งไฟท้ายแนวตั้งเลนส์สีขาว/แดงที่เหมือนจะยาวกว่าเดิมเล็กน้อย แล้วเปลี่ยนกันนิดด้วยการนำไฟเบรคดวงที่สามแบบ LED เข้าไปติดไว้ภายในตัวรถ ก่อนปิดท้ายด้วยกันชนแถบยาวเว้าฝั่งขวาให้ปลายท่อไอเสียโผล่ 

        สำหรับเรื่องของ “ล้อและยาง” ยังเป็นไปทำนองเดียวกับโฉมที่แล้ว อันได้แก่การให้มาด้วยกระทะเหล็กปั๊มขึ้นรูปที่ใหญ่ขึ้นเป็น 16 x 7 JJ แบบน็อตล้อ 6 รู PCD 139.7 มม.พร้อมฝาครอบล้อพลาสติคแบบเต็มวง พร้อมกันนั้นก็เข้าชุดไว้ด้วยยางถนน YOKOHAMA Bluearth Van เบอร์ 235/65 R16 ที่มีเส้นรอบวงยาว 2,180 มม.เมื่อเติมลมตามสเป็ค   

Airbag สามจุด...เกียร์ธรรมดา 

 

          : คอนโซลทูโทนสีดำ/เทา..มี Airbag สองฝั่งและที่หัวเข่า..พวงมาลัยยูรีเธนสี่ก้าน

          : เบาะหุ้มผ้าสีเทาแก่/อ่อนทรงกระชับสบาย..ปรับเลื่อน/เอนได้สองฝั่ง..ตัวของคนขับปรับสูง/ต่ำ..พวงมาลัยเหมาะมือ

        : เบาะผู้โดยสารแยกพนักเป็นเอกเทศปรับเอนได้เล็กน้อย

        : ลดระดับเพดานส่วนหน้า..ทำหิ้งเหนือกระจกบังลม..สองฝั่งเป็นมือจับ

       การเข้าสู่ห้องโดยสารจะกระทำผ่านกุญแจรีโมทพับได้ Jack Knife Key ขณะที่ลักษณะการตกแต่งภายในก็เป็นหลักด้วยแผงคอนโซลใหญ่พลาสติคฉีดขึ้นรูปทูโทนสีดำ/เทาอ่อน ซึ่งเริ่มจากฝั่งซ้ายด้วยช่องลมไล่ฝ้า/ช่องแอร์และจุดฝัง Airbag ผู้โดยสารบนแนวสีดำ ก่อนไล่ลงมาหาช่องเสียบเครื่องดื่มและเก๊ะเปิดง้างในส่วนสีเทาอ่อน แล้วถัดต่อมาตรงกลางด้วยช่องเสียบเครื่องดื่มและ Power Supply ก่อนเป็นช่องแอร์คู่กลางขนาบแผงสีดำมีช่องโล่งสำหรับฝังเครื่องเสียงอยู่ส่วนบนและปุ่มกลมควบคุมระบบแอร์รองลงมา ต่อด้วยแถวสวิทช์ห้าอันแต่ใช้งานแค่สวิทช์ปิดระบบ VSC เพียงจุดเดียวโดยมีสวิทช์แอร์ด้านหลังห้อยอยู่ล่างสุด จากนั้นก็เคียงขวาด้วยคันเกียร์ธรรมดาหุ้มหนังสีดำที่ยังมี Power Supply อีกตำแหน่งฝังไว้ตอนล่างสุด 

        จอหน้าปัดภายในกระบังโค้งน้อยๆ ประกอบด้วยมาตรวัดรอบแบบเสี้ยววงมีขีดสุด 6,000 rpm และเข้า Red Line ที่ 4,400 rpm แล้วเป็นมาตรวัดความเร็ว 200 กม./ชม.ซึ่งมีการแจ้งปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงแทรกตอนล่าง ส่วนทางขวาสุดเป็นจอ MID บ่งบอกถึงนาฬิกา-อุณหภูมิภายนอก-อุณหภูมิระบบหล่อเย็น พร้อมการเรียกดู Odometer-Trip A/B-อัตราสิ้นเปลืองแบบ Real Time-ค่าเฉลี่ยความสิ้นเปลือง-ระยะที่ไปต่อได้-ความเร็วเฉลี่ย กม./ชม. โดยที่ด้านขวาของจอบริเวณใต้ช่องเสียบเครื่องดื่มลงมาจะเป็นแถวสวิทช์สำรองจำนวนหนึ่ง 

       พวงมาลัยเพาเวอร์แบบสี่ก้านทำด้วยยูรีเธนขนาด 380 มม.มี Airbag ฝังในแป้นกลางปรับระดับด้วยคันง้างใต้คอพวงมาลัย ขณะที่ก้านควบคุมที่คอฝั่งซ้ายยังใช้สั่งการใบปัดน้ำฝนหน้า/หลัง ส่วนทางขวาควบคุมไฟหน้า/ไฟเลี้ยวและไฟตัดหมอก ทั้งนี้ยังได้ติดตั้ง Airbag ซ่อนบริเวณหัวเข่าอีกจุดหนึ่งด้วย 

       เบาะนั่งที่ติดตั้งในลักษณะ 5 แถว 15 ที่นั่งบุหุ้มผ้าใยสังเคราะห์สีทูโทนทั้งหมด โดยแถวหน้ารูปทรงกระชับสบายยังคงเลื่อนเดินหน้า/ถอยหลังและปรับเอนได้ทั้งสองฝั่งแถมตัวของคนขับยังปรับสูง/ต่ำได้ด้วย สำหรับเบาะสำรองแทรกกลางเมื่อพับพนักคว่ำลงจะกลายเป็นถาดวางของพร้อมช่องเครื่องดื่มสำหรับที่นั่งตอนหลัง ขณะที่เข็มขัดนิรภัยที่เข้าชุดมาให้เป็นแบบ 3-2-3 จุด จากนั้นในแถวที่สองจะเป็นแบบเรียงชิดสามที่นั่งส่วนแถวสาม-สี่-ห้ายกเป็นริมซ้ายเดี่ยว/ฝั่งขวาคู่ ซึ่งแทบทุกที่นั่งสามารถปรับพนักเอนได้ (ยกเว้นแถวหลังสุด) และต่างควบคู่ไว้ด้วยเข็มขัดนิรภัย 2 จุดทั้งหมด  

        การบุเพดานแบบอัดขึ้นรูปบุกำมะหยี่สีเทาจะแยกเป็นสองส่วนใหญ่ๆ โดยทางตอนหน้าที่ลดระดับต่ำลงมาจะทำเหมือนหลืบ/หิ้งสำหรับวางของไว้เหนือกระจก และที่คอนโซลได้เตรียมกล่องแว่นตา-ไฟส่องแผนที่แยกซ้าย/ขวามาด้วย ส่วนทางตอนหลังได้เจาะช่องแอร์ทรงกลมฝังเพดานแยกเป่าเป็นเอกเทศครบทุกที่นั่ง 

        หน้าตาของแผงคอนโซลใหญ่ที่คงรูปแบบทำนองเดียวกับโฉมก่อนแต่ปรับบางส่วนให้ดูดีขึ้น ยังคงให้อรรถประโยชน์ต่อการใช้งานได้ไม่ต่างกัน รวมไปถึงในส่วนของคันเกียร์ที่อยู่ในตำแหน่งเดิมให้ความสะดวกต่อการขับขี่ขยับ/เลื่อนถนัดมือ โดยกระจกมองข้างที่มีบานเล็กส่องชายล่างช่วยเพิ่มทัศนวิสัยให้ดียิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตามรูปทรงแนวตั้งออกจะเก็บรายละเอียดได้ไม่กว้างพอถ้าแผ่นกระจกโค้งเป็นสององศาอีกสักหน่อยคงจะดี...ขณะที่เบาะตอนหน้าทรงใหม่ให้ความกระชับรับลำตัวดีกว่ารุ่นก่อนพร้อมพื้นที่วางขาด้านล่างกว้างขวางเหลือเฟือ ส่วนสี่แถวทางด้านหลังก็ให้ความสบายได้พอสมควรและเข้า/ออกสะดวก จากนั้นก็ให้ความเย็นฉ่ำด้วยระบบปรับอากาศกระจายไปอย่างทั่วถึงรอบคัน 

“1 GD-FTV” 2.8 A/T...ลื่นและเร็ว 

       : “1 KD-FTV” 3.0 ลิตร 163 แรงม้า..เต็มห้องเครื่อง

       : เปิดฝาครอบออกมาหน้าตาเป็นแบบนี้ 

        : 180 กม./ชม.ที่ 3,200 rpm (ความเร็วจริง 170.8 กม./ชม.)  

        : มุมประจำ..บนทางขึ้น “เขาค้อ”

        เพราะรูปทรงส่วนหน้าเปลี่ยนจาก “หน้าตัด” มาเป็นมีฝากระโปรงยื่นออกมา การจัดวางอุปกรณ์ภายในห้องเครื่องจึงกลายเป็นใกล้เคียง “รถกระบะ” อันได้แก่การนำอินเตอร์คูลเลอร์ห้อยทับส่วนล่างของรังผึ้งแอร์ที่ซ้อนทับหม้อน้ำอลูมิเนียมระบบปิดไว้อีกที โดยมีหม้อพักน้ำใบโตเกาะหลังหม้อน้ำค่อนไปทางขวาเหนือกระบังของพัดลมหน้าเครื่องที่อยู่ตรงกลาง จากนั้นก็ยึดกรองอากาศทรงเหลี่ยมไว้ทางฝั่งขวาก่อนเป็นกระปุกน้ำมันเบรคแยกตัวจากหม้อลมตอนเดียวที่ซุกอยู่ในสุด ส่วนทางซีกซ้ายจะเป็นกระปุกน้ำมันเพาเวอร์พวงมาลัยเคียงข้างท่อเติมน้ำล้างกระจก แล้วถัดเข้าไปหากล่องรีเลย์ทับอยู่เหนือกล่องปั๊ม ABS ต่อด้วยกรองดักน้ำของระบบน้ำมันเชื้อเพลิง

      “แหล่งพลัง” รุ่นเดียวกับ “Hilux REVO” แต่ถูกปรับให้มีเรี่ยวแรงน้อยกว่า ได้แก่เครื่องยนต์รหัส “1 GD-FTV” ดีเซลแถวเรียง 4 สูบ คอมมอนเรล ไดเร็คท์อินเจ็คชั่น DOHC 16 วาล์ว เทอร์โบแปรผัน อินเตอร์คูลเลอร์ ความจุสุทธิ 2,755 ซีซี.จากขนาดกระบอกสูบ x ช่วงชัก 92.0 x 103.6 มม. ซึ่งการทำงานของเครื่องรุ่นนี้เปลี่ยนมาใช้โซ่ราวลิ้นขับเคลื่อนแค็มชาฟท์ ส่วนการป้อนเชื้อเพลิงเข้าสู่ห้องเผาไหม้ในรูปแบบไดเร็คท์อินเจ็คชั่นจะผ่านหัวฉีดอิเล็คทรอนิคส์ Multi Point ภายใต้ระบบ Common-Rail แรงดันสูง 2,200 บาร์ ควบคู่กับการอัดอากาศด้วยเทอร์โบแปรผัน (Variable Nozzle Vane Turbo) โดยยังต้องผ่านอินเตอร์คูลเลอร์ช่วยลดอุณหภูมิให้ต่ำลงก่อนส่งเข้าระบบอัดระเบิดด้วยอัตราส่วนกำลังอัด 15.6 :1 ซึ่งท้ายที่สุดจะได้พลังออกมา “163 แรงม้า” (120 kW) ที่ 3,600 rpm พร้อมแรงบิดสูงสุด 42.8 กก.-เมตร (420 Nm) ในช่วงรอบเครื่องกว้างระหว่าง 1,600-2,200 rpm 

         พลังทั้งหมดจะถูกส่งไปหาเกียร์ธรรมดาของ AISIN  รหัส “RC60 J” แบบเดินหน้า 6 Speed อัตราทด 4.785-2.424-1.443-1.000-0.778-0.644 ถอยหลัง 4.067 : 1 แล้วจึงลงไปผ่านอัตราทดเฟืองท้ายขนาด 3.909 :1 ที่มีระบบควบคุมเฟืองท้าย LSD ควบคู่มาด้วย

         พลังชุดใหม่แม้มีความจุน้อยกว่าก่อนหน้ากลับแสดงความสามารถในอัตราเร่ง และการทำงานที่ราบเรียบ/ลื่นไหลสอดคล้องระบบเกียร์ธรรมดา 6 Speed อย่างเหนือชั้น โดยคันเกียร์ที่คอนโซลยังขยับ/เลื่อนได้อย่างคล่องแคล่วไม่หลงร่องง่ายๆ แถมแป้นคลัทช์ก็หน่วงหนืดน้อยกว่ารถกระบะซึ่งคงเป็นเพราะตำแหน่งนั่งลงน้ำหนักได้ดีกว่า ผลงานการโลดแล่นท่ามกลางสภาวะต่างๆ จึงเป็นไปอย่างไม่เหนื่อยแรงและ “ทันใจ” ตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าขบวนฟันฝ่ากระแสการจราจรในเมืองหรือยาม “ตียาว” เดินทางไกล โดยเฉพาะการทะยานขึ้นสู่เส้นทางภูเขาคดโค้งที่สามารถตะกายขึ้น “เขาค้อ” ได้อย่างคล่องแคล่ว (ทำได้ดีกว่า 3.0 ลิตร-เกียร์ออโต ที่ใช้เส้นทางเดียวกัน) ทั้งนี้สมรรถนะที่แสดงออกของอัตราเร่งจะกระชากตัวจากจุดหยุดนิ่งขึ้นไปหา 100 กม./ชม.ได้ในเวลา “15.77 วินาที” แล้วทะยานผ่านเส้นควอเตอร์ไมล์ที่ “19.85 วินาที” ก่อนไต่ระดับขึ้นไปหาความเร็วสูงสุดได้ถึง 180 กม./ชม. (ความเร็วจริง 170.8 กม./ชม.) เหนือกว่า 16.28/20.18 และ 160 กม./ชม.ของรุ่น “3.0 ลิตร-เกียร์ออโต” อยู่พอสมควร 

          สำหรับเรื่องอัตราสิ้นเปลืองจะทำได้แค่สูสี “3.0 ลิตร-เกียร์ออโต” แบบด้อยกว่านิดๆ นับจากการฟันฝ่าปัญหาจราจรในเขตเมืองช่วงเย็นวันศุกร์ด้วยความเร็วเฉลี่ย 18 กม./ชม.ที่เผาผลาญไป “8.35 กม./ลิตร” ครั้นเมื่อใช้ความเร็วเดินทางไกลตามกฎหมาย 90 กม./ชม.ก็ไม่เลวนักที่ “14.86 กม./ลิตร” สอดคล้องกับยามขยับเป็น 110 กม./ชม.ที่อยู่ในระดับ “11.61 กม./ลิตร” แต่กับการใช้ความเร็วสูง 130-140 กม./ชม.คราวนี้จะลดลงเหลือ “8.27 กม./ลิตร” เช่นเดียวกับการโลดแล่นบนเส้นทางภูเขาระหว่าง 60-120 กม./ชม.ที่อยู่ในระดับ “7.73 กม./ลิตร” (รุ่น “3.0 ลิตร-เกียร์ออโต” ทำไว้ 8.46-15.18-12.41-9.19 และ 7.85 กม./ลิตร)

ช่วงล่างใหม่...นุ่มหนึบ...ควบคุมง่าย  

       : แผงพลาสติคบังส่วนหน้า..มี Sub Frame ให้ช่วงล่างมาเกาะยึด  

       : แมคเฟอร์สันสตรัท “TOKICO” ขนาด 57 มม.คอยล์สปริงเส้นโต 18 มม. Rack & Pinion ขนาบอยู่หน้า Sub Frame     

       : แหนบแผ่นซ้อน First Stage 3 แผ่น..ช็อคอับแก๊ส 53.5 มม.ยันจากด้านใน   

       โครงสร้างด้านล่างยังคงใช้รูปแบบ Semi-Monocoque หรือ Uniframe ตามแต่จะเรียกกัน อันได้แก่การมีโครงเหมือนแชสซีส์เชื่อมประกบใต้ Floor Pan จากด้านหน้ายันท้ายรถ โดยหน้าตาของส่วนนี้จะปกปิดจากใต้กันชนด้วย Sump Guard สามแผ่นเรียงต่อกัน แต่ก็ยังพอมองเห็น Sub Frame รองรับใต้ห้องเครื่องและเป็นหลักให้ชิ้นส่วนช่วงล่างมาเกาะยึด จากนั้นก็ใช้เพลากลางสามตอนส่งกำลังไปด้านหลังพร้อมมีราวท่อไอเสียเดินขนานทางฝั่งขวา ซึ่งจะประกอบด้วย Cat ดักตรงกลางก่อนไปเข้าหม้อพักใบใหญ่หน้าเพลาท้าย ขณะที่ถังน้ำมัน HDPE จะห้อยไว้ทางฝั่งซ้ายมีแผงกันความร้อนบังด้านข้างแล้วนำยางอะไหล่ไปยึดไว้ด้านหลังสุด ทั้งนี้ขนาดของฐานล้อจะยาวกว่าโฉมก่อนพอสมควรและกว้างกว่านิดนึง นั่นคือมีระยะห่าง 3,860 มม.ส่วนความกว้างช่วงล้อหน้า/หลังอยู่ที่ 1,675/1,670 มม. (รุ่นที่แล้ว 3,110/1,655/1,650 มม.) 

        ระบบช่วงล่างด้านหน้าเปลี่ยนมาเป็นแบบ อิสระ แม็คเฟอร์สันสตรัท ปีกนก เหล็กกันโคลง โดยรายละเอียดจะประกอบด้วยแท่งสตรัทของ TOKICO ขนาด 57 มม. เข้าชุดมากับคอยล์สปริงเส้นโต 18 มม.ขดสูง 5 ข้อวงกว้าง 190 มม. ห้อยลงมาหาคอม้าเหล็ก Forged มีปีกนกล่างเหล็กปั๊มเชื่อมประกบทรงตัว Y ขากางรองรับด้านล่าง จากนั้นก็นำระบบบังคับเลี้ยว Rack & Pinion มาขนาบอยู่หน้า Sub Frame ส่วนเหล็กกันโคลงแท่งล่ำ 30 มม.จะประกบอยู่ด้านใน

       สำหรับทางด้านหลังยังคงอยู่ในลักษณะ แหนบแผ่นซ้อน-ช็อคอับ ซึ่งเป็นหลักด้วยตับแหนบแบบทำงานจังหวะเดียว First Stage 3 แผ่น (ยาวมาก) ติดตั้งแบบรองรับใต้เพลา โดยมีช็อคอับแก๊สขนาด 53.5 มม.ยี่ห้อเดียวกับสตรัทยันเอียงจากฝั่งเดียวกันทางด้านหน้าเพลา

        ความดีเด่นที่เหนือกว่าโฉมก่อนหน้าอีกส่วนอยู่ที่ผลงานของระบบช่วงล่างนี่เอง ซึ่งตลอดการขับขี่สามารถสัมผัสได้ถึงประสิทธิภาพในการซึมซับแรงสั่นสะเทือนรวมทั้งการยึดเกาะถนนที่กระทำได้ดีกว่า โดยหน้าตาของระบบที่เปลี่ยนรูปแบบด้านหน้ามาเป็นแม็คเฟอร์สันสตรัทสามารถสร้างความนุ่มนวลให้มีมากขึ้น ส่งผลให้รักษาอาการยามเหินผ่านผิวทางหลากสภาพความสะท้านสะเทือนจะรู้สึกได้น้อยลง และไม่มีอีกแล้วสำหรับความกระด้างด้านหลังดังที่เคยแทรกในโฉมแรกตอนออกสู่ตลาดใหม่ๆ ขณะที่การแซงหรือสวนกับรถใหญ่ความรู้สึกวูบวาบจากกระแสลมปะทะก็ลดลงด้วย เช่นเดียวกับระบบบังคับเลี้ยวที่ยังมีน้ำหนักหน่วงที่ดีและตอบสนองฉับไวตามสมควร เมื่อผนวกกับวงเลี้ยวค่อนข้างแคบจึงให้ความคล่องตัวต่อการขับขี่แม้เรือนร่างจะใหญ่/ยาวระดับนี้

ดิสค์เบรค 4 ล้อ...พร้อม ABS/BA 

       : จานดิสค์เบรคหน้ามีครีบระบายความร้อน 295 x 39 มม. Caliper 2 Pot..เหล็กกันโคลงประกบด้านใน

       : จานด้านหลังมีช่องระบายความร้อนเช่นกันขนาด 320 x 22.5 มม.แบบ Drum in Disc

       ในส่วนของระบบห้ามล้อถูก Up Grade ขยับขึ้นมาใช้รูปแบบ “ดิสค์เบรค 4 ล้อ” กันแล้ว แต่การทำงานยังคงรับ Vacuum จากปั๊มหน้าเครื่องมาเข้าหม้อลมตอนเดียวขนาดใหญ่เพื่อช่วยผ่อนแรงในการเหยียบ แล้วส่งคำสั่งผ่านแม่ปั๊มแยกอิสระสองวงจรหน้า/หลังลงไปกระทำที่ล้อทั้งสี่ โดยชิ้นส่วนด้านหน้าจะใหญ่โตด้วยจานดิสค์เบรคแบบมีครีบระบายความร้อนขนาด 295 x 39 มม.ควบคู่มากับ Caliper 2 Pot ขณะที่ทางด้านหลังซึ่งมีช่องระบายความร้อนเช่นกันยังจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่กว่าเล็กน้อยด้วยขนาด 320 x 22.5 มม. เพราะเป็นแบบ Drum in Disc อันได้แก่การมีระบบเบรคจอดแบบดรัมเบรคซ่อนอยู่ภายในกระโหลก (แต่เป็นแค่ Caliper 1 Pot) ทั้งนี้ยังได้รับการติดตั้ง “ตัวช่วย” อิเล็คทรอนิคส์อันได้แก่ระบบ ABS พร้อมระบบ BA และระบบ ESS แสดงไฟฉุกเฉินอัตโนมัติเมื่อเบรคกะทันหันมาด้วยครบครัน

         ความใหญ่/ยาวตามที่กล่าวมาโดยตลอดมิได้สร้างภาระแก่ “ดิสค์เบรคสี่ล้อ” ชุดใหม่แต่อย่างใด เพราะระบบได้แสดงประสิทธิภาพในการหยุดยั้งความเร็วทุกสภาวะได้อย่างน่าพอใจ โดยการตอบสนองของแป้นเหยียบที่ออกทางนุ่มหยุ่นพร้อมช่วงการทำงานไม่ลึกนักแทบไม่ต่างจากรถยนต์นั่งทั่วไป รวมทั้งอาการรวมๆ ที่ไม่เฟด/ลื่นให้รู้สึกแม้จะมีการเหยียบย้ำต่อเนื่อง หรือสร้างปัญหาล้อล็อคตาย/ไถครูดทิ้งรอยยางดังเช่นรุ่นแรกๆ ซึ่งพัฒนาการที่สั่งสมเป็นระยะได้สร้างผลงานให้จับต้องได้เมื่อดูจากเวลาและระยะทางที่ใช้ในการ “หยุด” นั่นคือการเบรคกะทันหันจากความเร็ว 100 กม./ชม.ที่รุ่นแรกเมื่อ 14 ปีก่อนทำได้ใน 4.36 วินาที/ 58.2 เมตร ก่อนดีขึ้นอีกระดับในรุ่น 3.0 ลิตรเกียร์อัตโนมัติด้วยตัวเลข 3.37 วินาที/45.4 เมตร และเลิศหรูจากโฉมใหม่นี้ที่ลดลงเหลือ “3.15วินาที/44.6 เมตร” โดยระบบ ABS และ BA ไม่ต้องแสดงตัวออกมาช่วยเหลือแต่อย่างใด   

        บทสรุปจากรูปโฉมตลอดจนประสิทธิภาพของระบบต่างๆ รอบคันสามารถกล่าวได้ว่า “สอบผ่าน” เพราะดีเด่นเกินหน้ารุ่นก่อนแบบคนละเรื่อง โดยราคาค่าตัวที่ตั้งสูงกว่าโฉมที่แล้วไว้แค่นิดเดียวคงช่วยดึงดูดเร่งเร้าให้ลูกค้าเก่าตัดสินใจ “เปลี่ยนรถ” ได้ไม่ยาก   แต่อย่างไรก็ตามปริมาณของตลาดโดยรวมคงไม่มากหลายดังเช่นก่อนหน้า อันเนื่องมาจากมาตรการเปลี่ยนขนาด “รถตู้ทางไกล” ให้เป็น 20 ที่นั่ง (แม้จะมีการขยับเส้นตายออกไปก็ตาม) ส่วนเรื่องการรักษาตำแหน่ง “เจ้าตลาด” ยังไงก็ไม่มีใคร “โค่นได้” อยู่แล้ว  

ขอขอบคุณ : AUTO 4 WD Suspension  สถานที่ถ่ายทำช่วงล่าง

สมรรถนะจากการทดสอบ *** เครื่องมือแสดงผล VERICOM  VC 3000 DAQ 

ตัวเลขนอกวงเล็บ = ตามหน้าปัด…ในวงเล็บ = ความเร็วจริงวัดด้วยระบบ GPS จาก “VBOX” 

 

รอบเครื่องสูงสุด                                                           4,500 รตน.เรดไลน์ที่ 4,400 รตน.                               

ความเร็วสูงสุด                                                             180 กม./ชม. ที่ 3,200 รตน. (170.8 กม./ชม.)

ระยะ 10.0 กม.เครื่องวัดแสดงค่า                                     9.8 กม. 9.88

ความเร็ว 100 กม./ชม.ที่เกียร์ 5 ใช้รอบเครื่อง                   2,200 รตน. (95.3 กม./ชม.)

ความเร็ว 120 กม./ชม.ที่เกียร์ 5 ใช้รอบเครื่อง                   2,600 รตน. (114.2 กม./ชม.)

ความเร็ว 100 กม./ชม.ที่เกียร์ 6 ใช้รอบเครื่อง                   1,800 รตน. (95.3 กม./ชม.)

ความเร็ว 120 กม./ชม.ที่เกียร์ 6 ใช้รอบเครื่อง                   2,200 รตน. (114.2 กม./ชม.)

*** ที่เกียร์ 6 จะใช้รอบเครื่องประมาณ 200 rpm ต่อทุกช่วงความเร็ว 10 กม./ชม. 

ความเร็วสูงสุดในแต่ละเกียร์ 

เกียร์ 1                                                34   กม./ชม. ที่ 4,500 รตน. (32.0 กม./ชม.)

เกียร์ 2                                                66   กม./ชม. ที่ 4,500 รตน. (63.1 กม./ชม.)

เกียร์ 3                                                111 กม./ชม. ที่ 4,500 รตน. (105.1 กม./ชม.)

เกียร์ 4                                                150 กม./ชม. ที่ 4,200 รตน. (142.2 กม./ชม.)

เกียร์ 5                                                175 กม./ชม. ที่ 3,800 รตน. (167.7 กม./ชม.)

เกียร์ 6                                                180 กม./ชม. ที่ 3,200 รตน. (170.8 กม./ชม.)

อัตราเร่งจากจุดหยุดนิ่ง (เปิดแอร์/ตามความเร็วจริง...ในวงเล็บ “3.0 A/T” รุ่นที่แล้ว)

ความเร็ว (กม./ ชม.)                                       เวลา(วินาที)         ระยะ(เมตร)        เกียร์  

0 – 40                                                              3.50 (3.92)        18.9 (25.7)         1 (1)      

0 – 60                                                              6.60 (6.83)        59.7 (65.2)         2 (2)     

0 – 80                                                             10.75 (11.52)    132.9 (135.5)       3 (3)     

0 – 100                                                           15.77 (16.28)    260.6  (280.0)      3 (3)        

อัตราเร่งแซง                                          

40 – 60                                                             3.05 (2.77)          42.4    (40.3)                 

40 – 80                                                             7.13 (6.52)        120.5    (115.7)   

40 – 100                                                          11.70 (12.35)      235.1    (260.6)    

60 – 80                                                              4.02 (3.78)         75.6     (75.4)  

60 – 100                                                            8.35  (9.58)       186.5 (215.5)    

80 – 100                                                            4.58  (5.82)       113.5 (145.6)          

อัตราเร่ง ¼ ไมล์ ระยะ 402 เมตร

เปิดแอร์ (วินาที / ที่ความเร็ว กม./ชม.)                        19.85 / 114.3 (20.18 / 109.8)   

ระยะเบรค 

ความเร็ว (กม./ ชม.)                                          เวลา (วินาที)  ระยะ (เมตร)  ที่เกียร์  

40 – 0                                                                          1.32 (1.38)      7.8 (7.9)        4 (3)

60 – 0                                                                          1.86 (2.06)      16.1 (17.8)    5 (4)

100 - 0                                                                         3.15 (3.37)      44.6 (45.4)    6 (4)  

อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย (กม./ลิตร)

ในเมือง                                                                          8.35     (8.46)    

เดินทาง 90  กม./ชม.                                                       14.86    (15.18)    

เดินทาง 110  กม./ชม.                                                     11.61    (12.41)

ทางภูเขา/คดโค้ง 60-120 กม./ชม.                                       7.73    (7.85)                

ความเร็วสูง 130-140 กม./ชม.                                             8.27   (9.19)                  

ราคา ณ เดือนกันยายน  2562  1,269,000 บาท  

       สำหรับผู้ที่สนใจสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่นิตยสาร "นักเลงรถกระบะ"

 

บริษัท ยานยนต์สแควร์ กรุ๊ป จำกัด สำนักงานใหญ่
เลขที่ 7 ซอยอินทามระ 33 ถนนสุทธิสารวินิจฉัย แขวงดินแดง
เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400
โทร 0-26918130-41
แฟกซ์ 0-2277-6220, 0-2275-6888
yanyonttodays@hotmail.com

 

 
 
 

 

 

 

 

All design and content Copyright © 2015 Yanyont company.

Design by vision square 

UA-85205913-2