3 สัมผัสกับรถคันโปรด เซอร์วิส ROYAL ENFIELD Continental GT 650 Twin

ดูแล Café Racer คลาส 650 เวอร์ชั่นล่าสุดจากค่ายสัญชาติผู้ดีอังกฤษ

        ขึ้นชื่อว่ารถมอเตอร์ไซค์ จะรุ่นไหน ค่ายใด สไตล์ไหนๆ ก็ตาม ส่วนหนึ่งของการครอบครองก็คงหนีไม่พ้นการนำออกมาขับขี่ใช้งาน บางคนขับขี่ระยะทางสั้นๆ ไม่ไกลมากนัก บางคนขับขี่ใช้งานเป็นระยะทางหลายร้อยกิโลเมตรต่อวัน บางคนอาจจะเอาไว้ใช้สำหรับกิจกรรมสันทนาการ ขับขี่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ รวมถึงเดินทางข้ามจังหวัด ข้ามภูมิภาครวมถึงข้ามประเทศ ก็มีกันเป็นปกติวิสัยทั่วไป... 

       พอนำออกมาขับขี่ใช้งานไม่ว่าจะเป็นทางใกล้ๆ หรือระยะทางไกลๆ ก็ย่อมต้องเกิดการสึกหรอขึ้นเป็นของธรรมดาและยากที่จะหลีกเลี่ยงพ้น ส่วนวิธีการที่จะช่วยยืดอายุการใช้งานของรถคันโปรดคู่ใจให้มียืนยาวต่อไป ก็หนีไม่พ้นการดูแลบำรุงดูแลรักษาตามระยะ ก็จะมีส่วนช่วยทำให้รถคู่ใจอยู่รับใช้ไปอีกนานพอสมควร 

      สำหรับฉบับนี้ขอพาทุกคนไปยังค่ายผู้ดีทองหล่อนั่นก็คือค่ายรถระดับตำนานในนาม ROYAL ENFIELD ที่เข้ามาลุยตลาดบ้านเรามาแล้วหลายขวบปี มีหลากหลายผลิตภัณฑ์ให้ได้เลือกใช้งานทั้งแนวคลาสสิค แนววินเทจร่วมสมัยและแนวอเนกประสงค์ และล่าสุดเมื่อปลายปีที่ผ่านมาก็วางตลาดอีก 2 รุ่นกับขุมพลัง 650 ซีซี. เครื่องยนต์ลูกสูบคู่ ในรุ่น Continental GT 650 Twin และรุ่น Interceptor 650 Twin เรียกว่าสร้างความสนใจให้กับสาวกนักเลงมอเตอร์ไซค์ทั่วประเทศรวมถึงทั่วโลกได้เป็นอย่างดี จับจองเป็นเจ้าของกันอย่างล้นหลาม แถมยังได้มีโอกาสทดลองขับขี่ในหลายๆ เส้นทาง จนสัมผัสถึงประสิทธิภาพถึงสมรรถนะที่ไม่เป็นสองรองใคร มาถึงตรงนี้นับไปนับมาก็จะถึงคิวที่จะต้องดูแลบำรุงรักษากันอีกครั้ง สำหรับคราวนี้ขอเลือกเอาเจ้า Continental GT 650 Twin มาขึ้นแท่นกันเป็นลำดับแรก  ส่วนรุ่นที่เหลือกับ Interceptor 650 Twin ขอไว้ในโอกาสต่อไป  ไม่นานเกินรอแน่... 

สัมผัสแรก : ชมดีไซน์ภายนอก   

         เริ่มสตาร์ทที่ความงามรวมถึงดีไซน์ภายนอกก่อนเลย...ROYEL ENFIELD Continental 650 GT Twin ถูกออกแบบมาให้แนวของรถ Cafe Racer โคมไฟหน้าทรงกลมหลอดไฟฮาโลเจนขนาดใหญ่ กะโหลกและกรอบโครเมี่ยมเงาวับ แฮนด์ทรงสวยทรงหมอบ สวิทช์ควบคุมระบบไฟฟ้าต่างๆ ครบครัน แผงหน้าปัดเรือนไมล์พร้อมวัดรอบเครื่องยนต์ทรงกลมขนาดใหญ่ พร้อมไฟเตือนและไฟสัญญาณต่างๆ ครบครัน อ่านทำความเข้าใจง่าย กระจกมองหลังทรงสวย ดูเข้ากับตัวรถ ถังน้ำมันเชื้อเพลิงทรงสวยขนาดใหญ่ความจุ 12.5 ลิตร มีให้เลือก 5 เฉดสีให้เลือก เบาะนั่งเดี่ยวสไตล์ขนมปัง ผ้าหนังหุ้มเบาะสีดำท้ายเบาะยกสูง ฝากระเป๋าด้านข้างทรงสวย แปะสติ๊คเกอร์โลโก้ครบๆ กันโคลนท้ายทรงสั้นพร้อมไฟท้ายขนาดใหญ่ ไฟเลี้ยวหลังทรงสวยฝาครอบีส้ม ท่อไอเสียแบบท่อคู่ขนาดยาว สุ้มเสียงไม่ดังจนเกินไป  

สัมผัสสอง : ข้อมูลเทคนิค

        ในส่วนของข้อมูลทางเทคนิคของ ROYEL ENFIELD Continental 650 GT Twin ใช้งานเครื่องยนต์ 4 จังหวะ ลูกสูบคู่ ระบบขับวาล์วแบบ SOHC 8 วาล์ว 648 ซีซี. ระบายความร้อนด้วยอากาศพร้อมออยล์คูลเลอร์ ระบบหล่อลื่นแบบอ่างเปียก  จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด ระบบส่งกำลังด้วยระบบคลัทช์แบบ Slipper Clutch ระบบเกียร์ 6 สปีด 

       ระบบกันสะเทือนด้านหน้าใช้งานช็อคอับเทเลสโคปิค ขนาดแกน 41 มม. มีระยะยุบตัว 110 มม. ส่วนด้านหลังใช้งานช็อคอับแก๊สแบบคู่พร้อมกระปุกซับแท้งค์แยกส่วน สวิงอาร์มสีดำ  

       ระบบห้ามล้อเป็นดิสค์เบรคหน้าและหลัง ด้านหน้าคาลิเปอร์ลูกสูบคู่ จานดิสค์เบรคขนาด 320 มม. ติดตั้งฝั่งซ้าย ดิสค์เบรคหลังจานดิสค์ขนาด 240 มม. พร้อมระบบ ABS ของ BOSCH แบบ Dual Channel 

       วงล้ออะลูมิเนียมขอบ 18 นิ้ว พร้อมยางนอก PIRELLI ทั้งหน้าและหลัง ยางหน้า 100/90-18 ยางหลัง 130/70-18 น้ำหนัก 198.0 กก.

สัมผัสสาม : เซอร์วิส ระดับปานกลาง ไม่ยากจนเกินไป 

น้ำมันเครื่อง : เส้นเลือดใหญ่ของเครื่องยนต์  

 

       ใช้ประแจบล็อคเบอร์ 13 พร้อมด้ามขันหรือประแจแหวนเบอร์ 13 ถอดน็อตตัวถ่ายน้ำมันเครื่องออก ใช้งานน้ำมันเครื่อง 4 จังหวะ มาตรฐาน SAE 10W-50 หรือ JASO MA2 ปริมาณ 3.1 ลิตร ให้เปลี่ยนถ่ายทุกๆ 10,000 กม.

กรองน้ำมันเครื่อง : ช่วยยืดอายุน้ำมันเครื่อง

        ให้ใช้งานประแจตัวถอดกรองน้ำมันเครื่องออก ใช้งานน้ำมันเครื่อง 4 จังหวะ มาตรฐาน SAE 10W-50 หรือ JASO MA2 ปริมาณ 3.1 ลิตรให้เปลี่ยนใหม่ทุกๆ 10,000 กม.

หัวเทียน : หัวใจสำคัญของระบบจุดระเบิด

       ปลดปลั๊กหัวเทียนออกมาก่อน ให้ใช้งานประแจบล็อคถอดหัวเทียนลงมือถอดหัวเทียนทั้งสองสูบออกมา  หัวเทียนเป็นของ BOSCH R6 ให้ตรวจเช็คทุกๆ 5,000 กม. และเปลี่ยนใหม่ทุกๆ 10,000 กม.

 กรองอากาศ : ปอดของเครื่องยนต์  

        ให้ถอดฝากระเป๋าฝั่งขวาออกก่อน เปิดกลไกล็อคเบาะนั่งออก ถอดน็อตหกเหลี่ยมเบอร์ 4 ยึดฝากระเป๋าฝั่งขวาจำนวน 1 ตัว แล้วแยกส่วนฝากระเป๋าออก ถอดสกรูว์ยึดฝาครอบกรองอากาศจำนวน 3 ตัวออก ถอดแยกส่วนกรองอากาศออกมาตรวจเช็คสภาพทุกๆ 5,000 กม. และเปลี่ยนใหม่ทุกๆ 10,000 กม.

แบตเตอรี่ : แหล่งกักเก็บไฟฟ้าของตัวรถ

         ถอดฝากระเป๋าฝั่งขวาออกจากตัวรถก่อน ถอดน็อตเบอร์ 10 ยึดที่วางเครื่องมือประจำรถจำนวน 3 ตัวออก ถอดสายรัดแบตเตอรี่ออก ถอดน็อตหกเหลี่ยมเบอร์ 4 จำนวน 1 ตัวออก ใช้มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าของแบตเตอรี่ต้องไม่ต่ำกว่า 12.4-12.6 โวลท์ ให้ตรวจเช็คทุกๆ 5,000 กม.

 โซ่ขับ : ตึงหรือหย่อนเกินไปก็ไม่ดี  

       ถ้าระยะฟรีโซ่ขับมีมากกว่า 30-40 มม. ให้ยกล้อหลังให้ลอยพ้นจากพื้น ใช้ประแจเบอร์ 24 ถอดคลายน็อตแกนล้อหลังออกก่อน แล้วใช้ประแจแหวนหรือปากตายเบอร์ 12 ปรับตั้ง ให้หล่อลื่นทุกๆ 1,000 กม. และตรวจเช็คความตึงและหย่อนทุกๆ 5,000 กม.

ระบบเบรค : มองข้ามไม่ได้เด็ดขาด  

        ให้ตรวจเช็คระดับน้ำมันเบรคในกระปุกน้ำมันเบรคทั้งหน้าและหลัง ต้องไม่ต่ำกว่าขีดล่างสุด  ตรวจเช็คทุกๆ 5,000 กม.

ลมยาง : มีผลต่อการขับขี่และทรงตัว

        ควรตรวจเช็คแรงดันลมยางทั้งหน้าและหลังเป็นประจำทุกวัน ยางหน้าเติม 32 psi ยางหลังเติม 36 psi และ ตรวจเช็คสภาพดอกยางทุกๆ 5,000 กม.

หลอดไฟหน้า : ส่องสว่างทั้งกลางวันและกลางคืน

        ถอดสกรูว์ยึดกรอบไฟหน้า 1 ตัว แยกส่วนออกจากตัวรถ ปลดขั้วต่อสายไฟออก ปลดลวดล็อค ถอดดึงหลอดไฟหน้าออกมาเปลี่ยนได้ทันที ใช้งานหลอดไฟฮาโลเจน 12 โวลท์ H4 ขนาด 60/55 วัตต์

หลอดไฟหรี่ : ช่วยเพิ่มจุดสังเกต

       ถอดแยกส่วนโคมไฟหน้าออกมาก่อน ถอดขั้วหลอดไฟหรี่ออกมาตรงๆ ไม่ต้องบิด กดและบิดหลอดไฟหรี่ออกมา ใช้งานหลอดไฟขนาด 12 โวลท์ 4 วัตต์

หลอดไฟเลี้ยวหน้า : แจ้งทิศทางที่จะเลี้ยวกับเพื่อนร่วมทางด้านหน้า

        ถอดสกรูว์ยึดฝาครอบหลอดไฟเลี้ยวหน้าจำนวน 1 ตัว ถอดยางกันฝุ่นออก ถอดขั้วต่อสายไฟออก ถอดหลอดไฟออกมาจากเบ้าล็อค ใช้งานหลอดไฟขนาด 12 โวลท์ 10 วัตต์

ระยะฟรีมือคลัทช์ : มีผลต่อการส่งกำลัง  

       ถ้าระยะฟรีมือคลัทช์มีมากกว่า 2.5-3.0 มม. ให้ปรับตั้งจนได้ระยะ ให้ตรวจเช็คทุกๆ 5,000 กม.

ราคาอะไหล่ : คุณภาพและมาตรฐานบริษัทต้นสังกัด 

         สืบเสาะหาราคาอะไหล่มาให้ชมกัน เริ่มด้วยไส้กรองอากาศ 400 บาท แบตเตอรี่ 2,600 บาท ผ้าดิสค์เบรคหน้า 2,750 บาท ผ้าดิสค์เบรคหลัง 2,490 บาท กระจกมองหลังสีเงินข้างละ 620 บาท กระจกมองหลังสีดำข้างละ 670 บาท ยางพักเท้าหน้าข้างละ 50 บาท หลอดไฟหน้า 390 บาท หลอดไฟเลี้ยวดวงละ 50 บาท ชุดโคมไฟท้าย 710 บาท โคมไฟหน้า 1,870 บาท สายคลัทช์ 210 บาท สายคันเร่ง 470 บาท ตัว Speed Sensor 1,050 บาท

         ไส้กรองน้ำมันเครื่อง 550 บาท หัวเทียนหัวละ 200 บาท ท่อไอเสียข้างละ 33,360 บาท แค็มชาฟท์ 3,490 บาท วาล์วไอดีตัวละ 210 บาท วาล์วไอเสียตัวละ 560 บาท กล่อง ECU 9,360 บาท น้ำมันเครื่องลิตรละ 350 บาท เสื้อสูบ 23,110 บาท ปะเก็นฝาสูบ 600 บาท ลูกสูบ (STD) 1,560 บาท แหวนลูกสูบ 540 บาท ชุดหัวฉีด 2,650 บาท โซ่ 3,350 บาท สเตอร์หน้า 480 บาท สเตอร์หลัง 600 บาท แผ่นคลัทช์ชุดละ 2,200 บาท วงล้อหน้าสีดำ 5,780 บาท วงล้อหน้าสีเงิน 5,070 บาท วงล้อหลังสีดำ 7,160 บาท วงล้อหลังสีเงิน 6,390 บาท กันโคลนหน้าสีดำ 1,030 บาท กันโคลนหน้าสีเงิน 1,030 บาท ออยล์คูลเลอร์ 3,970 บาท ช็อคอับหลังตัวละ 4,870 บาท....ราคาทั้งหมดรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 % ไว้แล้วครับ

         เสร็จสิ้นไปแล้วสำหรับขั้นตอนตลอดจนกรรมวิธีรวมถึงราคาอะไหล่ทั้งหลายทั้งมวลของการเซอร์วิส ROYEL ENFIELD Continental 650 GT Twin รถสไตล์คาเฟ่เรเซอร์รุ่นล่าสุดจากค่าย ROYAL ENFIELD ที่ถือว่ากำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้   ส่วนฉบับต่อไปจะเป็นค่ายไหนรุ่นใด โปรดติดตามครับ ถูกใจสาวกคนชอบเซอร์วิสหรือเพื่อศึกษาไว้เป็นแนวทางแน่

       ขอขอบคุณ : รอยัล เอ็นฟิลด์ ทองหล่อ เอื้อเฟื้อสถานที่และบุคลากรถ่ายทำ

บริษัท ยานยนต์สแควร์ กรุ๊ป จำกัด สำนักงานใหญ่
เลขที่ 7 ซอยอินทามระ 33 ถนนสุทธิสารวินิจฉัย แขวงดินแดง
เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400
โทร 0-26918130-41
แฟกซ์ 0-2277-6220, 0-2275-6888
yanyonttodays@hotmail.com

 

 
 
 

 

 

 

 

All design and content Copyright © 2015 Yanyont company.

Design by vision square 

UA-85205913-2