Enduro Is Easy...เร่งได้ต้องเบรคเป็น (นั่งเบรค)

 

        การเบรคนั้นเป็นเรื่องที่ต้องจัดลำดับขั้นตอนการสั่งงานที่ซับซ้อนมากกว่าการเร่ง เนื่องจากการสั่งให้รถหยุดหรือเพียงแค่ชะลอ มันมีจุดให้เราสั่งมากกว่าหนึ่งจุด และผลจากการสั่งงานแต่ละจุดก็ให้การตอบสนองที่ไม่เหมือนกันอีก ก่อนจะใช้งานเรามาทำความรู้จัก แยกเป็นอย่างๆ ไปว่าในมอเตอร์ไซค์คันหนึ่ง เราใช้อะไรเป็นเบรคได้บ้าง

 

 เบรคหน้า

        คือ เบรคที่ล้อหน้า สั่งงานด้วยก้านบีบเบรคที่แฮนด์ด้านขวา ใช้การสั่งงานด้วยการบีบจากนิ้วชี้และนิ้วกลางของมือขวา ทำให้ล้อหน้าลดความเร็ว  ช็อคหน้าจะยุบ หน้ารถจะต่ำลง  ความเร็วจะลดลงได้อย่างรวดเร็ว เพราะน้ำหนักรถและผู้ขับขี่ที่กดลงมาตอนหน้าของรถทำให้ล้อหน้ากดพื้นแน่น โอกาสลื่นไถลหรือล้อหน้าล็อคเกิดยากกว่าล้อหลัง แต่หากล็อคจนไถลก็จะแก้ไขได้ยากกว่า ทำให้หลายคนกลัวที่จะใช้เบรคหน้าแรงๆ

เบรคหลัง  

        คือ เบรคที่ล้อหลัง สั่งงานด้วยคันเหยียบหน้าพักเท้าด้านขวา ด้วยการเหยียบกดด้วยปลายเท้าขวา ทำให้ล้อหลังลดความเร็ว  ตัวรถทั้งคันจะลดต่ำลงแต่ไม่มากนัก เหมาะใช้เป็นเบรคเพื่อชะลอ การใช้เบรคหลังอย่างแรงมีโอกาสเกิดอาการล้อล็อคได้ง่าย  ซึ่งจะทำให้ระยะเบรคเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งอาจจะทำให้เสียการทรงตัวหากตัวรถสไลด์ด้านข้างจากการเบรคหลัง และหากต้องทำอย่างรุนแรงหรือใช้หนักจนล้อล็อคจะต้องบีบคลัทช์เพื่อป้องกันเครื่องยนต์ดับ

       ภาพต่อเนื่องการใช้เบรคในท่านั่ง ทั้งเบรคหน้า เบรคหลัง และเบรคเครื่องยนต์ที่ทั้งหมดแทบจะเป็นขั้นตอนเดียวกัน แต่ความจริงแล้วมันมีลำดับขั้นและการตอบสนองของเบรคแต่ละจุดก็ไม่เหมือนกัน   สำคัญสุดคือภาพสุดท้าย ด้วยการยันแขนเอนตัวมาด้านหลังฝืนแรงเบรคเอาไว้ อีกจุดที่ไม่ขยับแต่รับบทหนักไม่แพ้กันคือขาที่หนีบรถเพื่อล็อคตำแหน่งก้นของคนที่ให้อยู่กับที่นั่นเอง

เบรคเครื่องยนต์

       มักจะทับศัพท์เรียกว่า “เอนจิ้นเบรค” แบ่งย่อยได้เป็นอีกสองขั้นตอนการใช้งาน ได้แก่ 

      ขั้นที่ 1 คือการปิดคันเร่ง หรือยกคันเร่ง เครื่องยนต์หยุดจ่ายเชื้อเพลิงทำให้รอบเครื่องยนต์ลดลงเป็นเอนจิ้นเบรคขั้นแรก จะชะลอได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเกียร์ที่ใช้ ถ้าเกียร์สูงเอนจิ้นเบรคจะน้อย ถ้าเกียร์ต่ำเอนจิ้นเบรคจะมาก

      ขั้นที่ 2 คือการลดเกียร์ให้ต่ำลง ทุกครั้งที่ลดเกียร์แล้วปล่อยคลัทช์ รอบเครื่องจะพุ่งสูงแต่ความเร็วจะลดลง เป็นการเบรคความเร็วรถด้วยอัตราทดเกียร์

     การเบรคด้วยเครื่องยนต์ทุกครั้งจะต้องไม่มีการบีบคลัทช์มาเกี่ยวข้อง เมื่อไรที่บีบคลัทช์ เกียร์กับเครื่องยนต์จะถูกตัดการส่งกำลัง   ไม่มีการหน่วงรั้งใดๆ จากเครื่องยนต์ทั้งสิ้น 

        เบรคหน้าในท่านั่ง   ไม่ว่าจะใช้เบรคหน้าหรือเบรคหลัง ก็จะต้องเริ่มต้นด้วยการยกข้อมือปิดคันเร่งทำเอนจิ้นเบรคก่อนทั้งนั้น เบรคหน้าสามารถใช้หนึ่งหรือสองนิ้วสั่งงานได้สบายๆ หากเป็นการใช้เบรคหน้าเพียงอย่างเดียว ก็ไม่ต้องกังวลกับการใช้คลัทช์ กรณีเดียวที่ต้องบีบคลัทช์คือเมื่อความเร็วต่ำลงมากเพื่อป้องกันรถสะดุดจนดับ

 

       เบรคหลังในท่านั่ง ด้วยตำแหน่งของพักเท้าและขาเบรคในรถแบบวิบากที่มักจะสูงในระดับเดียวกัน เป็นการออกแบบมาเพื่อความสะดวกในท่ายืน แต่กับท่านั่งส้นเท้าจะยกสูงปลายเท้าจิกต่ำ ทำให้การขยับปลายเท้าไปเหยียบเบรคนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ การเบรคหลังด้วยท่านั่งจึงต้องใช้การยกขาขึ้นมาทั้งท่อน หรือยกเข่า จากที่วางบนพักเท้า ก็เอาไปวางบนขาเบรคแทน ใช้เบรคเสร็จก็ยกกลับมาวางบนพักเท้าเหมือนเดิม

 

การเบรคด้วยท่านั่ง

        ขอเริ่มต้นจากท่าทางที่คุ้นเคยและนักขี่ส่วนใหญ่นิยมกันก่อน นั่นคือท่าทางการนั่ง และแม้ว่าจะขี่มาด้วยท่ายืน พอรู้ตัวว่าจะต้องเบรคส่วนมากก็จะเปลี่ยนมาเป็นท่านั่ง  จัดร่างกายตำแหน่งมาตรฐาน และที่ต้องการเน้นเป็นพิเศษก็คือขาที่ต้องแนบกับรถ ไม่กางออก เพราะจะทำให้การนั่งบนรถไม่มั่นคง และยากในการควบคุมทิศทางรถ

ลำดับขั้นของการเบรค 

      เบรคเครื่องยนต์ > เบรคหน้า > เบรคหลัง คือลำดับขั้นการใช้งานปกติที่ควรจะฝึกให้เป็นอัตโนมัติ คือเลือกใช้การยกคันเร่ง  ถ้ายังไม่พอให้เปลี่ยนเกียร์ เกียร์ต่ำแล้วยังเร็วให้ใช้เบรคหน้า ส่วนเบรคหลังใช้เป็นตัวเสริมท้ายสุด แนะนำให้ใช้เป็นเบสิกของการเบรค ยกเว้นกรณีเฉพาะกิจที่จะยกตัวอย่างเป็นกรณีไปในอนาคต

      เรื่องของท่าทางที่จะช่วยลดการใช้แรงก็ยังคงจำเป็น เมื่อเราใช้เบรค ความเร็วของรถจะลดลงอย่างรวดเร็ว  ถ้าไม่ต้านไว้บ้าง ตัวผู้ขับขี่จะไหลมากองแถวแผงคอ เมื่อคิดจะเบรคอย่างแรกที่ต้องทำก่อนก็คือการออกแรงขา เน้นจุดหัวเข่าให้หนีบรถแรงขึ้น  มันจะช่วยให้ก้นไม่ไหลไปด้านหน้า ตัวท่อนล่างที่อยู่กับรถจะไม่ย้ายที่ไปไหน ส่วนตัวท่อนบนนี่ต้องออกแอคชั่นมากหน่อยด้วยการเอนตัวไปด้านหลัง ต้านการเบรคของรถ ซึ่งหากเราหนีบขาแน่นก็จะออกแรงแขนน้อยลง เมื่อไรที่ใช้เบรคแล้วเมื่อยแขนเร็ว แสดงว่าขาหลวม หนีบไม่แน่น 

เบรคหลังยกทั้งขา

      ด้วยรองเท้าวิบากที่ขยับข้อเท้าได้ค่อนข้างจำกัด วิธีการใช้เบรคหลังในท่านั่งแนะนำให้ยกขาตั้งแต่หัวเข่าขึ้นมาทั้งท่อน แล้วไปวางบนขาเบรค ซึ่งจะไม่มีพักเท้าช่วยประคองเท้า  ดังนั้นการลงน้ำหนักเบรคหลังจะมากหรือน้อยอยู่ที่การออกแรงพยุงต้นขาและใช้การอ่านผลลัพธ์จากการตอบสนองของรถ   พื้นรองเท้าที่หนาจะไม่สามารถประเมินน้ำหนักจากความรู้สึกของฝ่าเท้า 

       แน่นอนว่าเรามีภาพประกอบให้ชมเพื่อความเข้าใจ ฉบับหน้าจะมีการเบรคในท่ายืนมาแนะนำกันต่อ ติดตามกันได้ที่นี่ Enduro Is Easy @ นักเลงมอเตอร์ไซค์ครับ... 

      สำหรับผู้ที่สนใจสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่นิตยสาร "นักเลงมอเตอร์ไซค์" ฉบับที่ 376 ประจำเดือน พฤศจิกายน 2562 

บริษัท ยานยนต์สแควร์ กรุ๊ป จำกัด สำนักงานใหญ่
เลขที่ 7 ซอยอินทามระ 33 ถนนสุทธิสารวินิจฉัย แขวงดินแดง
เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400
โทร 0-26918130-41
แฟกซ์ 0-2277-6220, 0-2275-6888
yanyonttodays@hotmail.com

 

 
 
 

 

 

 

 

All design and content Copyright © 2015 Yanyont company.

Design by vision square 

UA-85205913-2